เมนูหลัก
สมาชิก

สินค้ามาใหม่

แมกนีเซียมคีเลท

แมกนีเซียมคีเลท

อาหารรอง "แมกนีเซียมชนิดเข้มข้นพิเศษ “แมกซ์” สูตรเร่งใบเขียว เพิ่มการสังเคราะห์แสง คุณสมบัติ : เป็นธาตุอาหารรองในรูปคีเลท ใช้ฉีดพ่นได้ทุกช่วงของพืช ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์แสงของใบพืช เร่งใบเขียว บำรุงต้น

  250.00  บาท

กลุ่มบริษัทภควัต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต

เทคนิคการปลูกยางพารา

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกยาง

 ยางพาราจะสามารถปลูกได้และให้ผลดีถ้ามีสภาพแวดล้อมบางประการ ที่เหมาะสมดังนี้  
1. พื้นที่ปลูกยาง  
- ไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 200 เมตร และไม่ควรมีความลาดเทเกิน 45 องศา หากจะปลูกยางในพื้นที่ที่มีความลาดเทเกิน 15 องศาขึ้นไป ควรปลูกแบบขั้นบันได  
2. ดิน  
- ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร โดยไม่มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน ซึ่งจะขัดขวางการเจริญเติบโตของราก เนื้อดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีการระบายน้ำและอากาศดี น้ำไม่ท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร ไม่เป็นดินเค็มและมีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.5  
3. น้ำฝน  
- มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,350 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกไม่น้อยกว่า 120 วันต่อปี หรือมีแหล่งน้ำเพียงพอ
4. ความชื้นสัมพันธ์  
- เฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่า 65 เปอร์เซ็นต์  
5. อุณหภูมิ  
- เฉลี่ยตลอดปีไม่แตกต่างกันมากนัก ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส

พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกรทั่วไป  

      สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2536 สำหรับเกษตรกรทั่วไปไว้ดังนี้  

พันธุ์ยางชั้น 1 ได้แก่       ยางพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก  

พันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยจำกัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  

พันธุ์ยางชั้น 3 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยกำจัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่ 

พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก)  

พันธุ์ยางชั้น 1 BPM 24, สงขลา 36 2/, RRIM 600, GT 1, PR 255, PR 261  

พันธุ์ยางชั้น 2 PB 217, RRIC 110, RRIC 100, PB 260, PB 255, PB 235  

พันธุ์ยางชั้น 3 KRS 251, PR 305, PR 302, RRIC 101, BPM 1, RRIM 712, KRS 250, KRS 226, KRS 225, KRS 218, PB 311, RRIC 121

พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) 

พันธุ์ยางชั้น 1 RRIM 600, GT 1, สงขลา 36, BPM 24, PR 255  

พันธุ์ยางชั้น 2 PB 235, PB 260

การเตรียมดิน

      เมื่อ เผาปรนเสร็จให้เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง พรวน 1 ครั้ง ในกรณีที่เป็น พื้นที่ลาดเทมาก เช่น เนินเขาชันเกิน 15 องศา จะต้องทำขั้นบันไดหรือชานดิน เพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินไหลไปตามน้ำ อาจทำเฉพาะต้นหรือ ทำยาวเป็นแนวเดียวกัน ล้อมเป็นวงกลมรอบไปตามไหล่เขาหรือเนินก็ได้ โดยให้ระดับขนานไปกับพื้นดิน ขั้นบันไดควรกว้างน้อยที่สุด 1.50 เมตร แต่ละขั้น ให้ตัดดินลึกและเอียงเข้าไปในทางเนินดิน ตรงขอบด้านนอกทำเป็นคันดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 60-70 เซนติเมตร ระยะระหว่างขั้นบันไดประมาณ 8-10 เมตร

ชนิดของต้นพันธุ์ยาง

1. ต้นตอตา  

คือ ต้นกล้ายางที่ได้รับการติดตาด้วยยางพันธุ์ดีหลังจากที่ติดตาเรียบร้อยแล้ว จึงถอนขึ้นมาตัดแต่งราก และตัดต้นเดิม เหนือแผ่นตาประมาณ 2 ฝ นิ้วทิ้ง แล้วนำต้นตอที่ได้ไปปลูกทันที ต้นตอตาจะเป็นต้นพันธุ์ที่ไม่มีดินห่อหุ้มรากหรือเรียกว่าต้นเปลือกราก 

2. ต้นติดตาชำในถุงพลาสติกหรือยางชำถุง  

คือ ต้นตอตาที่น้ำมาชำในถุงพลาสติกขนาดกว้าง 4 ฝ นิ้วยาว 14 นิ้ว หรือขนาดใหญ่กว่านี้ที่บรรจุดินไว้เรียบร้อยแล้ว ดูแลบำรุงรักษา จนตาแตกออกมาเป็นใบได้ขนาด 1-2 ฉัตร อายุประมาณ 3-5 เดือน และมีใบในฉัตรยอดแก่เต็มที่ 

3. ต้นยางที่ปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง   

คือการปลูกสร้างสวนยางโดยใช้เมล็ดปลูกในแปลงโดยตรง เมื่อเมล็ดเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าที่มีขนาดเหมาะสมจึงทำการติดตาในแปลงปลูก 

ต้นพันธุ์ยางทั้ง 3 ชนิดดังที่กล่าวมาแล้วเหมาะสมที่จะปลูกในภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนะนำให้ปลูกด้วยต้นยางชำถุง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

 

การกำจัดวัชพืช

      1. ไถและพรวนดินอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนปลูก

      2. ใช้แรงงาน ขุด ถาก ดาย หรือตัดวัชพืชที่ขึ้นในแถวยาง และควรทำก่อนวัชพืชออกดอก

      3. ใช้วัสดุคลุมดิน โดยนำวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น เปลือกถั่ว ฟางข้าว ซังข้าวโพด หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น คลุมโคน ต้นยางเฉพาะต้น หรือตลอดแถว เว้นระยะพอควรไม่ชิดโคนต้นยาง

      4. ปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ได้แก่ คาโลโปโกเนียม เซนโตรซิมา เพอราเรีย และซีรูเลียม ห่างจากแถวยางประมาณ 2 เมตร

การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน  

การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยาง ได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือก สีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร 

สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หา ได้ง่ายเช่น 

สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมี ถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์ โดยหลังจากพ่นสารเคมี แล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 

สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสาร บริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว 

สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี  150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุม ที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง 

สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถ กำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืช ได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่น สารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์

การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว  

ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง

การกำจัดหญ้าคา  

การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ 

สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิม ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมี อีกครั้งในอัตราเดิม 

สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่น ด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน 

สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว 

ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลัง เจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่า ดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า 

การปลูกพืชคลุม

          การ ปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวยางเป็นวิธีหนึ่งที่ควบคุมการเจริญเติบโตของวัชพืช และลดการชะล้างและพังทลายของ ดิน เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ตลอดจนสามารถปรับปรุงโครงสร้างและเพิ่มธาตุอาหารในดินด้วย ใน โดยช่วงแรกของการปลูกอาจปลูกพืชอื่นแทนพืชคลุมดิน อาทิ พืชผักหรือไม้ผลที่มีอายเก็บเกี่ยวสั้นระหว่างช่องว่างของต้นยางได้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผักกินใบ เช่น ผักกาดหอม,หอมแบ่ง,ถั่ว,ฯลฯ หรือ ไม้้ผล เช่น กล้วยน้ำว้า,ฯลฯ  แต่ต้องระมัดระวังหมั่นควบคุมป้องกันในเรื่องของแมลงศัตรูและโรค ซึ่งอาจกระทบกับยางพาราด้วย

การใช้ปุ๋ยในสวนยาง

                การใส่ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีด

                   ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีด คือ ปุ๋ยที่ใส่ตั้งแต่เริ่มปลูกจนต้นยางได้ขนาดกรีด ปุ๋ยที่ใช้ ได้แก่ ปุ๋ยรองก้นหลุม  และ ปุ๋ยบำรุง

                ปุ๋ย รองก้นหลุม เป็นปุ๋ยที่เร่งให้รากงอกและแผ่ขยายเร็ว ปุ๋ยรองก้นหลุมที่แนะนำใช้ในสวนยางได้แก่ ปุ๋ยหินฟอสเฟต (0-3-0) ร่วมกับวัสดุปรับปรุงดิน ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตร เข้มข้น(แถบเขียว) วิธีใส่ ปุ๋ยรองก้นหลุม โดยขุดดินแยกเป็น 2 ส่วนคือ ดินชั้นบนและดินชั้นล่าง ใช้ดินบนกลบลงในหลุมก่อน ส่วนดินล่างใช้คลุกกับปุ๋ยหิน ฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุม + ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้น(แถบเขียว) อัตรา 2 กิโลกรัม ผสมดินก้นหลุม ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นยางมีอัตราการรอดตายสูงและการเจริญเติบโตในช่วงแรกดีขึ้น

                ปุ๋ยบำรุง  เป็น ปุ๋ยที่ใส่เพื่อเร่งให้ต้นยางเจริญเติบโตเร็ว สามารถเปิดกรีดได้เร็วขึ้นและให้ผลผลิตสูง ปุ๋ยบำรุงที่แนะนำ ใช้ในสวนยางก่อนเปิดกรีด จำนวน 2 สูตร คือ

                   สูตร 20-8-20 สำหรับดินทุกชนิดในเขตปลูกยางเดิม

                   สูตร 20-10-12 สำหรับดินทุกชนิดในเขตปลูกยางใหม่

                ในกรณีที่ต้องการลดต้นทุนปุ๋ยเคมี สามารถใช้ ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) ทดแทนปุ๋ยเคมีได้ โดยใส่ในอัตราดังในตาราง  จะช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์  โดย จะทำให้สามารถให้น้ำยางได้ดีมากกว่าและอายุการให้น้ำยางของต้นนานกว่า ต้นไม่โทรม หมดปัญหาหน้ายางตาย เนื่องจากยักษ์เขียว มีธาตุอาหารที่ครบถ้วนกว่า และปลดปล่อยธาตุอาหารได้ต่อเนื่องและยาวนานกว่าปุ๋ยเคมี และยังทำให้สภาพดินดีขึ้น

                สำหรับช่วงยางต้นเล็ก  อาจ ฉีดพ่นด้วย ปุ๋ยและฮอร์โมนธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ขับไล่แมลง (ฉลากแดง) เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทำให้ต้นแข็งแรงเจริญเติบโตได้ดี ทนแล้ง และยางสามารถเปิดกรีดได้เร็วขึ้นและยังช่วยขับไล่แมลงศัตรูพืชป้องกันแมลง ที่กัดกินและทำลายใบอ่อนได้ดี

 ระยะเวลา และอัตราการใส่ยักษ์เขียวที่ใช้กับต้นยางก่อนเปิดกรีด

ปีที่

อายุต้นยาง (เดือน)

เขตปลูกยางเดิม

เขตปลูกยางใหม่

ยักษ์เขียว

(กรัม/ต้น)**

ยักษ์เขียว

(กรัม/ต้น)**

 

ดินร่วนเหนียว

ดินร่วนทราย

ดินทุกชนิด

 

 

1

2

5

11

200

200

260

250

280

340

200

200

250

 

 

2

14

16

23

300

300

300

400

400

400

250

250

300

 

3

28

36

430

430

500

500

360

360

 

4

40

47

500

500

650

650

440

440

 

5

52

59

550

550

800

800

540

540

 

6

64

71

800

800

1000

1000

700

700

 

**100 กรัม = 1 ขีด(1 อุ้งมือ)
                ในขณะที่ต้นยางยังเล็กควรใส่ปุ๋ยบริเวณรอบโคนต้นยางในรัศมีทรงพุ่มใบ (ฉีดเสริมด้วย ไบโอเฟอร์ทิล  เพื่อเร่งการเจริญเติบโต  ช่วยทำให้ต้นให้น้ำยางได้เร็วขึ้น)  หลังจากนั้นเมื่อต้นยางอายุ 2 ปีขึ้นไป ใส่เป็นแถบ 2 ข้าง ในบริเวณระหว่างแถวยางตามแนวทรงพุ่มของต้นยาง โดยวิธีคราดกลบให้ปุ๋ยอยู่ใต้ผิวดิน หรือขุดหลุมลึกประมาณ 15-30 เซนติเมตร จากผิวดิน จำนวน 2 หลุมต่อต้น

การใส่ปุ๋ยยางพาราหลังเปิดกรีด

                การใส่ปุ๋ยให้แก่ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว แนะนำให้ใส่ ยักษ์เขียว เกรด AAA สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 2-4 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ๆ ละ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น ครั้งแรกใส่ในต้นฤดูฝนหลังจากยางผลัดใบ ขณะที่ใบเพสลาด คือ ประมาณปลายเดือนเมษายน - พฤษภาคม และครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ย ประมาณเดือนสิงหาคม -กันยายน โดยหว่านปุ๋ยในบริเวณห่างจากโคนต้นยางประมาณ 3 เมตร หรือบริเวณกึ่งกลางระหว่างแถวยาง คราดกลบให้ปุ๋ยอยู่ใต้ผิวดินที่ ระดับความลึกประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร  โดยในช่วงก่อนเปิดกรีดประมาณ 7-10 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-8-20 หรือ 16-16-16  ทับหน้าบาง ๆ ในอัตรา  200 กรัมต่อต้น(2 กำมือ)  ก็จะทำให้ได้ผลผลิตน้ำยางมากและสม่ำเสมอตลอดช่วงการเปิดกรีด

เทคนิคการเพิ่มน้ำยางและการทำให้หน้ายางนิ่ม

                ใน การกรีดยางนั้น หากต้องการน้ำยางเพิ่ม และรักษาให้หน้ายางนิ่มอยู่เสมอ แนะนำให้ปุ๋ยและฮอร์โมนธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น สูตรเร่งขนาดผล,หัว ปริมาณ 6 ส่วนผสมน้ำ อีก 4 ส่วน  ฉีดพ่นบริเวณที่เปิดกรีด ทุก ๆ 3-5 วัน จะทำให้ได้น้ำยางมากขึ้น หน้ายางนิ่ม กรีดง่าย

การแก้ปัญหารากเน่า โคนเน่า

                เรื่องที่สำคัญซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป หรือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปลอม(ที่ใช้เคมีมาผสม) บ่อย ๆ ก็ คือ  ปัญหาเรื่องดินเสื่อมสภาพ ทำให้รากดูดซึมปุ๋ยได้น้อย  ให้ผลผลิตน้อย และเกิดปัญหารากเน่าตามมา เนื่องจากดินเสียสภาพไปจากเดิมที่เคยเป็น  ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดกับพื้นที่ที่ปลูกยางมานาน  โดยขาดการดูแลรักษาที่ถูกต้อง ใส่แต่ปุ๋ยเคมี ก็จะประสบปัญหานี้มาก  ซึ่งหากต้นเป็นโรคแล้วต้องรีบแก้ไขทันที เพราะโรคนี้สามารถระบาดในแปลงได้รวดเร็ว 

การแก้ไขเฉพาะหน้า(เร่งด่วน)  สำหรับต้นที่เป็นโรคแล้วทำได้โดย  ใช้ เมธาแล็กซิล + แมนโคเซป  อัตรา 40+40 กรัมผสมน้ำ 5-10 ลิตร  ราดบริเวณรากโดยรอบของต้นให้ทั่ว  โดยใช้ติดต่อกันประมาณ 2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน  จากนั้นประมาณ 15 วันให้ใช้  ชีวภัณฑ์กำจัดโรคพืช ไตรโคแม็ก  อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ  20 ลิตร  ราดบาง ๆ  บริเวณรากหรือทั่วพื้นที่  ทุก ๆ  3 เดือน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันการเข้าทำลายและกลับมาเป็นซ้ำ

การป้องกันที่ต้นเหตุ(สำหรับทั้งพื้นที่ใหม่และเก่ารวมถึงพื้นที่ ที่ประสบปัญหา)  สาเหตุหลัก ๆ ซึ่งเกิดในทุกพื้นที่ ก็คือ การใช้ปุ๋ยเคมีบ่อยเกินไป โดยขาดการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อบำรุงต้น  ซึ่งปุ๋ยเคมีนั้น  โดยคุณสมบัติจะช่วยกระตุ้นและเป็นแหล่งอาหารให้พืชก็จริงอยู่ แต่ก็มีผลเสียเช่นกัน โดยเมื่อใส่เป็นประจำ จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดจัด  มีเกลือสะสมมาก  จนเป็นสาเหตุให้ดินเสื่อมสภาพ กระด้าง  จนรากพืชไม่สามารถดูดซึมอาหารและเนื้อปุ๋ยไปใช้ได้และหากตกค้างมากก็ยังเป็นพิษกับรากพืชอีกด้วย  ดังนั้น การใส่ปุ๋ยให้ต้นยาง จึงควรเน้นที่ปุ๋ยอินทรีย์แท้(ไม่ปนเคมี)  เป็นหลักแล้วเสริมปุ๋ยเคมีเพื่อกระตุ้นในบางช่วงก็เป็นการเพียงพอแล้ว  ดังแนวทางที่กล่าวไว้ในข้อ 1  ก็จะทำให้ต้นยางมีสภาพสมบูรณ์  ปัญหาเรื่องโรคน้อย และยังเป็นการประหยัดต้นทุนลงจากเดิมได้อีกด้วย

โรคและแมลงศัตรูยางพารา 

1. โรครากขาว 

เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อนและยางแก่ 

ลักษณะอาการ 

จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกม ส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วนเข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่นและแผ่ คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มีฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้น ดิน ลักษณะดอกเห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดงหรือน้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็นตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน้ำตาลแดง ชัดเจน 

การป้องกันและรักษา 

1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องทำการถอนรากและเผาทำลายตอไม้ ท่อนไม้ให้หมด เพื่อทำลายเชื้อราอันอาจทำให้เกิด 

โรครากขาวได้ 

2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการฉีดพ่น ไตรโค-แม็กในอัตรา 80 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพุ่มที่โคนต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 

3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือนทิ้ง แล้วทาด้วยไตรโค-แม็กในอัตรา 100 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร ผสมน้ำและควรทำการตรวจซ้ำในปีต่อไป 

4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ทำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผาทำลาย 

________________________________________

2. โรคเส้นดำ 

เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ทำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูง ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุนแรงจนกรีดซ้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น 

ลักษณะอาการ 

จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะซ้ำมีสีผิดปกติ ต่อมารอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบลายเส้นดำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน้ำยางไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่า ทำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ 

การป้องกัน 

1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ใน ระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหาย โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมากขึ้น 

2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 

3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยไตรโค-แม็กในอัตรา 100 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติดจำนวน 2 ซี.ซี. ( ½ ช้อนชา)  ทาทุกสัปดาห์

การรักษา  

เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการให้ใช้สารเมตาแลกซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซี.ซี. ( ½ ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคนี้จะหาย 

________________________________________

3. โรคเปลือกเน่า  

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุ่นแรงจนกรีดซ้ำไม่ได้ 

ลักษณะอาการ 

ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่ เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทา ขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีดำ 

การป้องกัน  

1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่ มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวน ยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 

2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น 

3. ใช้ไตรโค-แม็กในอัตรา 80 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดบริเวณเปลือกที่เน่าทุกสัปดาห์ในระหว่างที่โรคกำลังระบาด

________________________________________

4. โรคเปลือกแห้ง  

สาเหตุสำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษา และการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้ง ตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในทอน้ำยางเองด้วย 

ลักษณะอาการ  

หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและ หลุดออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา 

การป้องกันและรักษา  

โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึงใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็น โรคนี้เพียงบางส่วน จะต้องทำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่เป็นโรค โดยให้ร่องที่ทำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ 

การเอาใจใส่บำรุงรักษาสวนยางด้วย ยักษ์เขียว เกรดAAA และ วัสดุอินทรีย์ตามคำแนะนำ ให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้องตามจำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันมิให้ยาวเป็นโรคเปลือก แห้งได้มาก

http://phkaset.com/userfiles/yang03.jpg

 ________________________________________

5. โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า  

ลักษณะอาการ  

ผลที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่าใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช้ำสีดำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะ ติดอยู่ด้วย ถ้านำใบยางที่ร่วงมาสลัดเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธุ์กับโรคเส้นดำด้วย เนื่องจากเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะทำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิตยางจะลดลงแต่ก็ไม่ทำให้ต้นยางตาย 

การป้องกันและรักษา   

ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ ถ้าเป็นยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรคใบร่วงควรติดตาเปลี่ยนยอดด้วยพันธุ์ทีจี 1 และในสวนยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ใช้ไตรโค-แม็กในอัตรา 80 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพุ่มใบทุกสัปดาห์ในระหว่างที่โรคกำลังระบาด

________________________________________

6. ปลวก  

จะทำลายต้นยางโดยการกัดกินส่วนรากและภายในลำต้นจนเป็นโพรง ทำให้ต้นยางยืนต้นตายโดยไม่สามารถสังเกตเห็นจากภายนอกได้จนกว่าจะขุดรากดู 

การป้องกันและรักษา  

หากพบปลวกระบาดเข้าทำลายรากยางพารา ให้ใช้ เมทา-แม็ก ผสมเหยื่อล่อตามวิธีดังนี้คือ

นำ เมทา-แม็ก(Metarrhizium) คลุกผสมกับปุ๋ยคอก (มูลโค มูลไก่ ฯลฯ ) และแกลบสุกในอัตรา 1 กก. ต่อ 50 กก. ต่อ 20 กก. ตามลำดับ ระหว่างผสมให้ฉีดพรมน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นกระตุ้นการขยายของเชื้อให้เพิ่มปริมาณ มากขึ้น หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน (24 ชั่วโมง) ก่อนนำไปหว่านหรือใส่ถุงกระดาษหรือกระบอกไม้ไผ่แห้งแล้วนำไปฝังดินไว้เป็น จุด ๆ รอบบริเวณโคนต้นยางพารา โดยขุดหลุมให้ลึกประมาณ 20-30 เซนติเมตร แล้วกลบด้วยดินที่ขุดขึ้นมาอย่างหลวม ๆ (ไม่กดดินจนแน่น) ตัวปลวกที่อยู่ในดินจะออกมากินถุงกระดาษและราเขียวที่อยู่ในถุง ทำให้เชื้อราเขียวติดไปกับตัวปลวกเข้าสู่ภายในรังปลวกและสามารถเข้าทำลายตัว ปลวกให้ตายหมดทั้งรัง การใช้ เมทา-แม็ก จำเป็นต้องหยุดสารเคมีหรือเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายเชื้อรา เพื่อให้ได้ผลเต็มที่ ควรกระทำซ้ำๆ 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์ครั้ง  และทำเป็นประจำในช่วงต้นและกลางฤดูฝนของทุก ๆ ปี เพื่อป้องกันการระบาด

________________________________________

7.   หนอนทราย  

เป็นหนอนของด้วงชนิดหนึ่งลักษณะลำตัวสั้นป้อม ใหญ่ขนาดนิ้วชี้  สีขาวนวล มีจุดเป็นแถวข้างลำตัว เมื่อนำมาวางบนพื้นดินตัวหนอนจะงอคล้ายเบ็ดตกปลา หนอนทรายจะเริ่มทำลายรากต้นยางขนาดเล็ก มีพุ่มใบ 1-2 ฉัตร ทำให้พุ่มใบมีสีเหลืองเพราะระบบรากถูกทำลายเมื่อขุดต้นยางต้นนั้นมาดูจะพบตัวหนอนทราย

การป้องกันและกำจัด

ขุดต้นที่ตายทิ้งและนำหนอนไปกำจัด   เมื่อพบการระบาด ให้ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เมทา-แม็ก ผสมน้ำอัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณรากและโคนต้นให้ทั่วทุก ๆ 10-15 วัน  ประมาณ 3-4 ครั้ง

________________________________________

8. โคนต้นไหม้  

เป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจัดและถูกแสงแดดเผา ทำให้โคนต้นยางตรงรอยติดตาทางทิศตะวันตกมีอาการไหม้ เปลือกไหม้ เปลือกแห้ง อาการจะลุกลามไปทางส่วนบนและขยายบริเวณไปรอบๆ ต้น จนแห้งตาย 

การป้องกันและรักษา  

ควรปลูกยางเป็นแถวในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก่อนเข้าฤดูแล้งให้ใช้ปูนขาวทารอบโคนต้น จากระดับ พื้นดินสูงขึ้นไปจนถึงระดับ 1 เมตร แล้วใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นและใช้สีน้ำมันทารอยแผล 

________________________________________

 

 

9. อาการตายจากยอด  

อาการตายจากยอดมักเกิดกับยางอายุระหว่าง 1-6 ปี หลังจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความร้อนระอุของพื้นดิน ตลอดจนพิษตกค้างของสารเคมีในดิน เช่น สารเคมีปราบวัชพืช สารกำจัดตอ หรือใส่ปุ๋ยมากเกินไป ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น มีชั้นของหินแข็งหรือดินดานอยู่ใต้ดินอาการตายจากยอดจะปรากฏให้เห็นได้ ชัดเจนหลังจากปลูกยางไปแล้ว 3 ปี 

ลักษณะอาการ  

กิ่ง ก้าน ยอด จะแห้งตายจากปลายกิ่ง ปลายยอด แล้วลุกลามลงมาทีละน้อย ๆ จนถึงโคนต้น และยืนต้นตายในที่สุด แต่ถ้าผ่านสภาวะแห้งแล้งไปแล้วต้นยังไม่ตาย ลำต้นหรือส่วนที่ยังไม่ตายจะแตกกิ่งแขนงออกมาใหม่ สำหรับส่วนที่แห้งตายไปแล้ว เปลือกจะล่อนออกถ้าแกะดูจะปรากฏเชื้อราเกิดขึ้นซ้ำทั่วบริเวณเปลือกด้านใน 

การป้องกันและรักษา  

ปรับปรุงสภาพดินด้วยสารอินทรีย์ที่มีคุณภาพอย่างเหมาะสม และควรให้ปุ๋ยตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด 

การกรีดยาง

การกรีดยางต้องยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วจะต้องได้น้ำยางมากที่สุด เปลือกเสียหายน้อยที่สุด กรีดได้นาน 25-30 ปี และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด

ขนาดของต้นยางที่เปิดกรีดได้ 

1. ขนาดของต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดต้องมีเส้นรอบต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร วัดที่ความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร 

2. เปิดกรีดครั้งแรกเมื่อมีจำนวนต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดในสวนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ของต้นยาง ทั้งหมดในสวน 

3. ต้นยางติดตา สามารถเปิดกรีดครั้งแรกได้ที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 50, 75, 100, 125, หรือ 150 เซนติเมตรระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าเปิดกรีดต่ำจะได้รับผลผลิตมากกว่า 

 http://phkaset.com/userfiles/yang01%281%29.jpg

 http://phkaset.com/userfiles/yang02%281%29.jpg

วิธีติดรางและถ้วยรับน้ำยาง

เวลาที่เหมาะสมในการกรีดยาง 

ควรจะเริ่มกรีดยางตั้งแต่ตอนเช้า ประมาณ 06.00-08.00 น. เพราะจะทำให้ปฏิบัติงานได้สะดวก เนื่องจากมองเห็นชัดเจนกว่ากลางคืนและผลผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับการ กรีดในตอนกลางคืน

ขนาดของงานกรีดยาง 

คนกรีดยาง 1 คน จะสามารถกรีดยางในสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ราบ ตามระบบครึ่งลำต้นวันเว้นวัน  

ได้ประมาณ 400-450 ต้นต่อวัน

วิธีการกรีดยาง 

ควรกรีดยางโดยใช้วิธีกระตุกข้อมือหรือการ ซอย พร้อมกับย่อตัวและสลับเท้าไปตามรอยกรีด ของต้นยาง อย่ากรีดโดยวิธีใช้ท่อนแขนลากหรือกระชากเป็นอันขาด การกรีดโดยวิธีกระตุกข้อมือจะทำให้กรีดได้เร็ว ควบคุมการกรีดง่าย กรีดเปลือกได้บาง แม้จะกรีดบาดเนื้อไม้ก็จะบาดเป็นแผลเล็กๆเท่านั้น

ระบบการกรีดยาง 

เนื่องจากในระยะ 2-3 ปีแรกของการกรีด ต้นยางยังอยู่ในระยะการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง การกรีดยาง มากเกินไปจะทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงควรกรีดยางในระบบครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยหยุดกรีดในช่วงผลัดใบและไม่มีการกรีดชดเชยเพื่อ ทดแทน วันที่ฝนตกจนกระทั่งปีที่ 4 ของการกรีดเป็นต้นไป จึงสามารถกรีดชดเชยได้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันนี้ใช้ได้กับยาง เกือบทุกพันธุ์ ยกเว้นบางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่ายเท่านั้นที่ควรใช้ระบบกรีดครึ่ง ลำต้น วันเว้นสองวัน

ข้อควรปฏิบัติในการกรีดยาง 

1. ควรกรีดยางตอนเช้าหลังจากที่มีแสงสว่างแล้ว 

2. กรีดยางเฉพาะต้นที่ได้ขนาดแล้ว 

3. รอยกรีดจะต้องเริ่มจากซ้ายบนมาขวาล่าง เอียงประมาณ 30 องศากับแนวระดับ 

4. อย่ากรีดเปลือกหนา เพราะจะทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหาย 

5. อย่ากรีดเปลือกหนา ภายใน 1 เดือน ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 2.5 เซนติเมตร หรือภายใน 1 ปี ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 25 เซนติเมตร 

6. หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบหรือเป็นโรคหน้ายาง 

7. มีดกรีดยางต้องคมอยู่เสมอ 

8. การเปิดกรีดยางหน้าที่สองและหน้าต่อไปให้เปิดกรีดที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร 

การกรีดยางหน้าสูง  

การกรีดยางหน้าสูง หมายถึง การกรีดยางหน้าบนเหนือหน้ากรีด ปกติซึ่งเป็นส่วน ที่ไม่เคยกรีดยางมาก่อน ต้นยางที่เหมาะสมที่จะทำการกรีดยางหน้าสูงคือ ต้นยางก่อนโค่นซึ่งมีอายุมาก หรือหน้ากรีดปกติเสียหาย 

โดยทั่วไปการกรีดยางหน้าสูงจะต้องใช้สาร เคมีเร่งน้ำยาควบคู่กันไปด้วย เพื่อต้องการให้ได้รับยาง มากที่สุดก่อนที่จะโค่นยางเก่าเพื่อปลูกแทน 2-4 ปี โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางอีเทรล 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเร่ง

การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับรอยกรีดหน้าล่าง  

วิธีนี้เหมาะสำหรับต้นยางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ ทาเหนือรอยกรีดหน้าล่างทุก 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องขูดเปลือกและลอกขี้ยาง แต่ต้องกรีดครึ่งต้น วันเว้นสองวันโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดอาการ โรคเปลือกแห้ง ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี เร่งน้ำยายางกับยางที่เพิ่งเปิดกรีดใหม่ ยกเว้นยางบางพันธุ์ที่มักจะให้น้ำยางน้อย ในช่วงแรก ของการเปิดกรีด เช่น พันธุ์จีที (GT) 1 อาจใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ทาในรอยกรีด โดยลอกขี้ยางออกก่อนจากที่เปิดกรีดไปแล้ว 1 เดือนก็ได้และทาสารเคมีเร่งน้ำยางทุก 3-4 เดือน หรือปีละ 3-4 ครั้ง ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นสองวัน แต่ในปีถัดไปถ้าผลผลิตสูงขึ้น แล้วควรหยุดใช้ สารเคมีเร่งน้ำยาง

 

 

สรุปคำแนะนำการกรีดยางและการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง  

เรื่อง

คำแนะนำ

การเปิดกรีด

- ต้นติดตา

- เปิดกรีดเมื่อเส้นรอบวงของลำต้นมีขนาดตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป โดยวัดตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร

- รอยกรีดทำมุม 30 องศากับแนวระดับ เอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง

- หน้าที่ 1 เปิดกรีดที่ระดับ 50, 75, 100, 125 หรือ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน ระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่หน้าที่ 2 และเปลือกงอกใหม่เปิดกรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน

ระบบกรีด

-กรีดยางหน้าล่าง

- กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันสำหรับ ยางทุกพันธุ์ยกเว้น บางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่าย เช่น พันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 628, พีบี 28/59, พีบี 5/63

-กรีดยางหน้าสูง

- การกรีดมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่ง ในสามของลำต้นวันเว้นวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง

- การกรีดน้อยกว่า 2 ปี ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่งในสี่ของลำต้น 2 รอย กรีดสลับรอยทุกวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง

- การกรีดหักโหม ( 6 เดือนก่อนโค่น) ใช้ระบบกรีด ขึ้นครึ่งลำต้น 2 รอยสลับวันกัน ควบคู่กับการใช้สารเคม ีเร่งน้ำยางเมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนโค่น ให้กรีดทั้ง 2 รอยพร้อมกัน

การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับการกรีดยางหน้าล่าง

-ใช้กับเปลือกงอกใหม่

- ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เหนือรอยกรีดทา เป็นรอยกว้าง 1.25 เซนติเมตรใช้ปีละ 3-4 ครั้ง

- ควรกรีดวันเว้นสองวัน

- ใส่ปุ๋ยเป็นประจำทุกปี

-ใช้กับเปลือกเดิม

- ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีลอกขี้ยางออกแล้วทาในรอยกรีด ใช้ปีละ 3-4 ครั้ง

- ควรกรีดวันเว้นสองวัน

- ทาสารเคมีเร่งน้ำยางทันทีที่ลอกขี้ยางเสร็จ

-การกรีดยางหน้าสูง

- ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ บนรอยขูดเปลือกในแนวตั้ง 3 รอย ความยาวของรอยที่ขูด 40-50 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เซนติเมตร

- ทาทุก 1-2 เดือน


**ควรใช้เฉพาะกับยางพันธุ์จีที (GT) 1 ในช่วง 1-3 ปีแรกของการเปิดกรีด 

การทำยางแผ่น

         หลัง จากที่เก็บน้ำยางจากสวนนำเข้ามารวบรวมยังถังรวมน้ำยาง ในบริเวณโรงงานหรือบริเวณที่จะทำยางแผ่นแล้ว จะต้องรีบทำยางแผ่นทันที เพราะสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่นความร้อนจากอากาศจะช่วยทำให้ยางเกิดบูดหรือรัดตัวขึ้นทุกขณะ           สำหรับ อุปกรณ์ก็เช่นเดียวกันจะต้องเตรียมไว้ให้พร้อมและล้างทำความสะอาดก่อนทุก ครั้ง แม้อุปกรณ์เหล่านั้นจะสะอาดอยู่แล้วก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวที่จำเป็นต้องใช้ได้แก่

                1. จักรรีดยาง ทั้งรีดเรียบและรีดดอก

                2. ถังรวมน้ำยาง

                3. กรดฟอร์มิคหรือกรดซัลฟูริค

                4. โอ่งใส่น้ำ

                5. ตะกง

                6. เครื่องกรองน้ำยางเบอร์ 40 และ 60

                7. ใบพายกวานน้ำยาง

                8. ที่ตวงน้ำยางขนาด 3 ลิตร

                9. โต๊ะสำหรับนวดแผ่นยาง

                10. อ่างเคลือบสำหรับผสมน้ำกรด

ขั้นตอนและวิธีทำยางแผ่น

        1. ผสมน้ำยางกับน้ำโดยอัตราส่วน 1:1 ถ้าเป็นน้ำยางที่ได้จากต้นยางอ่อนยังมีเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้งต่ำอยู่อาจจะ ผสมส่วนของน้ำน้อยลงเหลือน้ำยาง 3 ส่วนต่อน้ำ 2 ส่วน โดยปริมาณก็ได้

         2. นำส่วนผสมของน้ำยางนี้เทผ่านตะแกรงกรอง 2 ชั้น เบอร์ 40 และ 60

         3. ตวงส่วนผสมของน้ำยางที่ผ่านการกรองแล้วนี้ใส่ในตะกงอลูมิเนียม ตะกงละ 5 ลิตร หรือกว่านิดหน่อย

         4. ผสมน้ำกรดฟอร์มิค โดยใช้น้ำกรด 2 ช้อนสังกะสีต่อน้ำ 3 กระป๋องนม ใส่น้ำกรดที่ผสมแล้วนี้ 1 กระป๋องนมต่อน้ำยาง 1 ตะกง (น้ำกรดที่ผสมแล้วไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน)

         5. ก่อนเทน้ำกรดที่ผสมแล้วใส่น้ำยางควรใช้ที่สำหรับกวนน้ำยาง พายกวนน้ำยางในตะกงที่จะใส่กรดสัก 1-2 เที่ยวก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เทส่วนผสมของน้ำกรดลงไปตามความยาวของตะกง แล้วใช้ไม้พายกวนอีก 5-6 เที่ยว

         6.  ในระหว่างการกวนจะมีฟองอากาศเกิดขึ้นมากมาย ให้ช้อนฟองอากาศออกให้หมด ซึ่งฟองอากาศนี้สามารถทำน้ำขี้ยางชั้นดีได้

         7. หลังจากตักฟองอากาสออกหมดแล้ว ควรปิดฝาตะกงเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกลงไป นำไปตั้งทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที ยางในตะกงก็จะแข็งตัว

         8.  เมื่อยางแข็งตัวดีแล้ว ก่อนนำไปแท่นนวดควรรินน้ำหล่อไว้ทุกตะกงเพื่อสะดวกในการเลาะยางออกจากข้างตะกง

         9. คว่ำตะกงลงบนแท่นนวด ยางจะหลุดออกจากตะกง จากนั้นทำการนวดด้วยมือหรือไม้นวดก็ได้ตามถนัด นวดให้ยางเป็นแผ่นบางลงมีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร

        10. นำยางที่นวดจนบางแล้วนี้ เข้าเครื่องรีดเรียบ 3 ครั้ง ให้แผ่นยางหนาประมาณ 3-4 มิลลิเมตร แล้วจึงนำเข้าเครื่องรีดดอก 1 ครั้ง จะได้ยางแผ่นดิบที่มีขนาดพอเหมาะ ความหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตร

        11. นำยางที่ผ่านเครื่องรีดดอกแล้วไปล้างน้ำให้สะอาด โดยจุ่มลงในโอ่งหรือถังน้ำเพื่อล้างกรดออก ยางแผ่นที่ทำด้วยกรดฟอร์มิคควรแช่น้ำประมาณ 30 นาที แล้วจึงนำไปผึ่งลมในที่ร่ม ไม่มีฝุ่น อากาศถ่ายเทได้สะดวก เมื่อยางแห้งก็สามารถเก็บไว้ขายได้ หรือถ้าหากมีโรงรมควัน เมื่อน้ำหยุดไหลหลังจากผึ่งไว้สักครู่ก็สามารถนำเข้าโรงรมได้เลย ซึ่งจะใช้เวลาในการรมควันประมาณ 4 วัน ที่อุณหภูมิระหว่าง 110-145 องศาฟาเรนไฮต์ จะได้ยางที่สุกสม่ำเสมอ

ลักษณะของยางแผ่นชั้นดี

         1. เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่คอดกิ่ว ยาวประมาณ 70-80 เซนติเมตร หนาประมาณ 3-4 มิลลิเมตร หนัก 0.8-1 กิโลกรัม

         2. สะอาดปราศจากฟองอากาศ

         3. มีสีใสสม่ำเสมอทั้งแผ่นไม่มีขาว

         4. มีความยืดหยุ่นดี ไม่ฉีกขาดง่าย และมีรอยดอกยางเห็นเด่นชัด

ข้อเปรียบเทียบหลังจากดูแล ตามคำแนะนำเป็นประจำ       

1.    ฉีด ขณะต้นเล็ก จะทำให้ต้นเจริญเติบโตดี ทนแล้ง ต้นแข็งแรงทำให้เปิดกรีดได้เร็วและน้ำยางได้มากอย่างสม่ำเสมอ(ไบโอเฟอร์ทิล เป็นสารธรรมชาติ ไม่กัดผิวใบทำให้ใบด้านเหมือนการใช้เคมีอย่างเดียว)

2.    สุขภาพผู้ปลูกดีขึ้น เนื่องจาก สัมผัสหรือจับต้องสารเคมีน้อยลง

3.    การใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ ยักษ์เขียว  ร่วมด้วยเป็นประจำ  จะทำให้ต้นทุนปุ๋ยและสารทางดินต่อชุดการผลิต ลดลงได้ประมาณ 30-50 % โดยที่ผลผลิตที่ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 30% และสังเกตได้ว่าสารอินทรีย์ในเนื้อปุ๋ยทำให้สภาพดินดีขึ้น  ดินโปร่ง อุ้มน้ำได้ดี  และพืชตอบสนองต่อการให้ปุ๋ยทางดินดีกว่าเดิม ต้นยางให้น้ำยางมากและสม่ำเสมอ ต้นไม่โทรม  ในระยะยาวปัญหาเรื่องโรคทางดินน้อยกว่าแปลงข้างเคียงที่ไม่ได้ใช้ ผลในทางอ้อม  เนื่อง จาก ยักษ์เขียว เป็นสารอินทรีย์แท้ จึงกระตุ้นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้ย่อยปุ๋ย(เคมี)ที่ตกค้างในดินทำให้ รากพืชสามารถดูดซึมกลับไปใช้ได้ ธาตุอาหารในดินจะสมดุลมากกว่า