เมนูหลัก
สมาชิก

สินค้ามาใหม่

แมกนีเซียมคีเลท

แมกนีเซียมคีเลท

อาหารรอง "แมกนีเซียมชนิดเข้มข้นพิเศษ “แมกซ์” สูตรเร่งใบเขียว เพิ่มการสังเคราะห์แสง คุณสมบัติ : เป็นธาตุอาหารรองในรูปคีเลท ใช้ฉีดพ่นได้ทุกช่วงของพืช ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์แสงของใบพืช เร่งใบเขียว บำรุงต้น

  250.00  บาท

กลุ่มบริษัทภควัต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต

เทคนิคการปลูกลองกอง

แหล่งเพาะปลูกที่เหมาะสม

ลองกองเป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ดังนั้นสภาพอากาศที่ปลูกลองกองควรมีอากาศร้อนและชุ่มชื้น

-    อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส

-    ความชื้นในอากาศ 70-80%

-    ปริมาณน้ำฝน 2000-3000 มิลลิเมตรต่อปี

-    ระดับความสูงน้อยกว่า 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล

-    ดินควรเป็นดินร่วนปนทรายมีอินทรียวัตถุสูง มีการระบายน้ำดีและต้องมีแหล่งน้ำเพียงพอที่จะให้กับลองกองตามเวลาที่ต้องการ

 

 

การปลูก

ลองกอง สามารถปลูกด้วยต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดโดยตรง หรือต้นกล้าที่เปลี่ยนยอดแล้ว การเปลี่ยนยอดทำได้หลายวิธี คือ การเสียบยอด การเสียบข้าง การทาบกิ่ง และติดตา ก่อนปลูกลองกอง ควรเตรียมพื้นที่วางระบบน้ำ และปลูกพืชให้ร่มเงาให้เรียบร้อย

การเตรียมต้นกล้า

ต้นกล้าที่ใช้ควรมีอายุตั้งแต่ 1 ปี สมบูรณ์แข็งแรง ใบยอดคู่สุดท้ายแก่เต็มที่ ก่อนปลูกค่อย ๆ งดน้ำและปุ๋ย และเพิ่มแสงให้มากขึ้นทีละน้อย

การปรับพื้นที่

ควรขุดตอและรากไม้เก่าออกให้หมด ไถตากดินไว้ 10-15 วัน แล้วปรับพื้นที่ให้เสมอ

การวางระบบน้ำ

การปลูกลองกองเป็นการค้า จำเป็นต้องมีระบบน้ำ ควรใช้ระบบพ่นฝอย (มินิสปริงเกอร์) เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและดูแลรักษา

ระยะปลูก

ถ้าปลูกแซมกับพืชอื่นระยะปลูกที่ใช้ขึ้นกับพืชหลัก (พืชประธาน)
ถ้าปลูกเป็นพืชเดี่ยว ควรใช้ระยะระหว่างต้น 4-6 เมตรและ ระหว่างแถว 6-8 เมตร

พืชที่ให้ร่มเงา

ปลูก ในสวนที่ปลูกลองกองพืชเดี่ยว เช่น กล้วย ยอป่า ทองหลาง แคฝรั่ง และสะตอ เป็นต้น และควรมีพืชบังลม เช่น กระถิน ไผ่ และสน รอบ ๆ สวนด้วย

การเตรียมหลุมปลูก

ขึ้นกับสภาพของดิน และการวางระบบน้ำ

กรณีที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ การขุดหลุมไม่จำเป็นต้องทำ หลังจากกำหนดแนวและจุดปลูกแล้ว ให้โรยหินฟอสเฟตบริเวณก้นหลุม ประมาณ 500 กรัม พรวนคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรขุดหลุมขนาด กว้าง ลึก และยาว ด้านละ 50 ซม. ใส่ วัสดุปรับปรุงดินเกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กิโลกรัมต่อหลุม และหินฟอสเฟต 1.5 กระป๋องนมข้น คลุกกับดินที่ขุดหลุมแล้วกลบคืนลงในหลุม 2 ใน 3 ของหลุม

ฤดูปลูก

ควรปลูกต้นฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) แต่ถ้ามีน้ำรดเพียงพอก็สามารถปลูกในฤดูร้อนได้

การปฏิบัติดูแลหลังจากปลูก

หลังจากปลูกควรมีวัสดุคลุมโคน เช่น ฟางข้าว แกลบ ใบกล้วย หรือทางมะพร้าว และทำร่มเงาโดยใช้ ตาข่ายพรางแสง ทางมะพร้าว หรือปาล์มน้ำมัน  และ ทำการพรวนดินบริเวณรอบโขด(ความลึกประมาณ 1 หน้าจอบหรือ 20-30 เซนติเมตร) เป็นวงกว้าง 1 เมตรรอบโขดเดิมหรือจากชายพุ่ม ทุก ๆ ปี ปีละ 1 ครั้ง ประมาณ 3 ปี ก็จะทำให้ต้นลองกองเจริญเติบโต แตกรากหาอาหารได้ดี ให้ผลผลิตเร็ว

การให้น้ำ

ควร ให้อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ฝนทิ้งช่วง ในต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรให้น้ำสม่ำเสมอ จนกระทั่งแก่เต็มที่ จึงจะลดปริมาณน้ำและงดให้น้ำในที่สุดเพื่อกระตุ้นให้ลองกองสร้างตาดอก หลัง จากนั้น 30-50 วัน จึงเริ่มให้น้ำ

การใส่ปุ๋ย

ควรใส่ทั้งวัสดุปรับปรุงดินเกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)และปุ๋ยเคมี หว่านปุ๋ยบริเวณใต้ทรงพุ่มโดยรอบ ห่างจากโคนต้นประมาณ 20-30 ซม. พรวนดินกลบ และใส่หลังจากตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืช

การตัดแต่งกิ่ง

ควรตัดแต่งกิ่งแห้ง เป็นโรค และกิ่งกระโดงออก  โดยให้แสงแดดสามารถส่องผ่านเข้าในทรงพุ่มได้บ้าง อย่าให้ทึบจนเกินไป จะทำให้เป็นแหล่งเพาะโรคและแมลงได้  หลังตัดแต่งแล้วควรใช้ยาป้องกันเชื้อราผสมน้ำ หรืออาจใช้น้ำผสมปูนกินหมาก ทาบริเวณแผลที่ตัดแต่ง เพื่อป้องกันเชื้อรา

การตัดแต่งช่อดอก

ควรทำในระยะที่ช่อดอกยาว 5-10 ซม. (สัปดาห์ที่ 3-5) ตัดให้เหลือ 1 ช่อต่อหนึ่งจุด (โดยให้แต่ละช่อห่างกัน 10-15 ซม.) แล้ว เลือกตัดช่อบริเวณปลายกิ่งที่มีขนาดเล็ก (เส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 3 ซม.) ช่อที่ชี้ขึ้นบน ช่อที่สั้นและไม่สมบูรณ์ออก จำนวนช่อต่อต้นขึ้นกับขนาดทรงพุ่ม อายุ ความสมบูรณ์ ของต้น

การตัดแต่งช่อผล

ควรทำเมื่อผลมีอายุ 2-3 สัปดาห์หลังดอกบาน ตัดช่อที่มีผลร่วงมาก และช่อที่ผลเจริญเติบโตช้า ควรตรวจช่อผล ถ้าหากมีผลแตกหรือผลที่แคระแกร็น ควรเด็ดออกเพื่อให้ผลในช่อมีขนาดสม่ำเสมอ

การกำจัดวัชพืช

ควรใช้วิธีการตัด หรือถาก ขุด หรือถอน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเพราะจะทำให้รากลองกองได้รับผลกระทบด้วย

 
http://phkaset.com/userfiles/longong01-400.jpg 

ตารางปริมาณที่ใส่ขึ้นกับอายุและขนาดของต้น

 

ปีที่ 1

ทางดิน  ใส่วัสดุปรับปรุงดินเกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 0.5-1 กก./ต้น ทุก ๆ 45 วัน

           ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ ปีละ 2 ครั้ง ช่วงฤดูฝน อัตรา 0.3 กิโลกรัม/ต้น/ครั้ง

ทางใบ   ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง อัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ เดือน เดือนละ 1 ครั้ง

ปีต่อ ๆ ไป (ยังไม่ให้ผลผลิต)

ทางดิน   ใส่วัสดุปรับปรุงดินเกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 0.5-1 กก./ต้น ทุก ๆ 45 วัน

            ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 ปีละ 2 ครั้ง ช่วงฤดูฝน อัตรา 0.3 กิโลกรัม/ต้น/ครั้ง

ทางใบ   ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ เดือน เดือนละ 1 ครั้ง  หรืออาจใช้เฉพาะในช่วงที่แตกใบอ่อน ห่างกัน 7-10 วัน(ประมาณ 4 ครั้ง) เพื่อให้ใบและกิ่งที่แทงออกมาสมบูรณ์ และป้องกันแมลงเข้าทำลาย 

ก่อนออกดอกหรือกักน้ำบังคับ ประมาณ 1.5-2 เดือน

ทางดิน   ครั้งแรกใส่วัสดุปรับปรุงดินเกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 0.5-1 กก./ต้น ทุก ๆ 45 วัน

             ครั้งที่สอง ห่างจากครั้งแรก 30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น/ครั้ง

ทางใบ   ก่อนเว้นน้ำ 2-3 อาทิตย์ ฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ดสูตร 0-52-34 หรือ 10-52-17 อัตรา 2 ช้อนแกง(30-50 กรัม)/ น้ำ 20 ลิตร ห่างกัน 7-10 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง

ระยะเริ่มแทงช่อดอก(ขึ้นน้ำ)

ทางใบ    ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง อัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร เพื่อกระตุ้น เร่งช่อดอก ทุก ๆ 7-10 วัน จนดอกบาน จะได้ช่อดอกที่สมบูรณ์ ติดผลได้ดี ดกมาก  (ไบโอเฟอร์ทิล สามารถฉีดได้แม้ในช่วงดอกเริ่มบาน เพราะไม่มีผลเสียใด ๆ และทำให้ขั้วดอกเหนียวไม่ร่วงง่ายอีกด้วย)

ระยะติดผลอายุ 1-2 สัปดาห์

ทางดิน  ใส่วัสดุปรับปรุงดินเกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กก./ต้น

ทางใบ   ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล สูตรเร่งขนาดผล  อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 14-21 วัน  จะทำให้ผลลองกองขยายขนาดได้ดี  มีขนาดเสมอกัน ขั้วเหนียว

ระยะติดผลอายุ 1 เดือน จนถึงเก็บเกี่ยว

ทางดิน  ใส่วัสดุปรับปรุงดินเกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กก./ต้น ทุก ๆ 30-40 วัน  สลับกับปุ๋ยสูตร  13-13-21 หรือ สูตรที่เน้นตัวหน้าและหลัง เพื่อเน้นขนาดผล อัตรา 0.5 กก./ต่อต้น ทุก ๆ 30-40 วัน โดยใส่สลับกันเที่ยวเว้นเที่ยว

ทางใบ   ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล สูตรเร่งขนาดผล  อัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 14-21 วัน  จะกระตุ้นผลลองกองขยายขนาดได้ดี  มีขนาดเสมอกัน ขั้วเหนียว

            ช่วงนี้ฉีดเสริมด้วย แคล-แม็ก อัตรา 15-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรและอาหารรองและเสริมทางใบ ออล-วัน 100” อัตรา 5-10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 20 วัน เพื่อเสริมให้ผลผลิตได้คุณภาพดี(ลูกไม่บิดเบี้ยว, เนื้อแน่น ได้น้ำหนักต่อลูกดี)

 
ข้อเปรียบเทียบหลังจากใช้ตามคำแนะนำเป็นประจำ           

1.    เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว  จะพบว่าผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพดี โดยที่เทียบเปอร์เซ็นต์ต้นทุนรวมของปุ๋ยทางดินและทางใบลดลงประมาณ 40-50%  รสชาติดีขึ้น คุณภาพผลผลิต  ปริมาณ และราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 150-200%   เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ทำให้ได้เปรียบกว่าสวนอื่น ๆ ที่ลงทุนปุ๋ยและยาปริมาณมาก ๆ  (ข้อมูลที่ได้จากการลงสำรวจแปลงลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำของทางบริษัทฯ ในหนึ่งรอบฤดูเก็บเกี่ยว)

2.    การป้องกันแมลงศัตรูพืชก่อนที่จะเข้ามาทำลายต้นและผลผลิต โดยการใช้ ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)นั้นจะประหยัดต้นทุนและลดความเสียหายได้ดีกว่า  การใช้ยาฆ่าแมลงกำจัดเมื่อมีการระบาด ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองต้นทุนมาก และมีความเสี่ยงที่แมลงจะดื้อยา ทำให้ต้องใช้ยาแรงขึ้น  สิ้นเปลืองทั้งเงินและสุขภาพของผู้ใช้เอง

3.    สำหรับในพื้นที่ ที่มีการปลูกพืชกันมาก  แนะนำให้ใช้ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) สลับหรือร่วมกับการใช้สารเคมีควบคุม อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลและลดต้นทุนการผลิตการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.    เมื่อใช้ไบโอเฟอร์ทิล ติดต่อกันตามคำแนะนำจะเห็นได้ว่า ปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืช(โดยเฉพาะหนอนเจาะกินเปลือก) และโรคเชื้อราจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

5.    เมื่อใช้วัสดุปรับปรุงดินเกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)เป็นประจำ ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะสังเกตได้ว่า ต้นมีสภาพสมบูรณ์  บังคับดอกง่าย  ต้นทุนปุ๋ยเคมีจะลดลงกว่า 30-50%  โดยที่ผลผลิตยังได้ในเกณฑ์ดีกว่าการใช้เฉพาะปุ๋ยเคมี