เมนูหลัก
สมาชิก

สินค้ามาใหม่

แมกนีเซียมคีเลท

แมกนีเซียมคีเลท

อาหารรอง "แมกนีเซียมชนิดเข้มข้นพิเศษ “แมกซ์” สูตรเร่งใบเขียว เพิ่มการสังเคราะห์แสง คุณสมบัติ : เป็นธาตุอาหารรองในรูปคีเลท ใช้ฉีดพ่นได้ทุกช่วงของพืช ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์แสงของใบพืช เร่งใบเขียว บำรุงต้น

  250.00  บาท

กลุ่มบริษัทภควัต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต

เทคนิคการปลูกส้ม

แผนการปฏิบัติงานเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ

สําหรับสวนส้มตั้งแต่การเริ่มปลูก-การทำผลผลิตคุณภาพ

 

1. การเตรียมแปลงปลูกและดินสำหรับการปลูก

1.    หากที่ดินแปลงปลูกมีขนาดใหญ่ ควรเริ่มปรับพื้นที่หรือเตรียมดินในฤดูแล้ง และควรจัดพื้นที่ขุดบ่อน้ำ  สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

2.    ไถดินเพื่อปรับสภาพแปลงปลูก รื้อสิ่งกรีดขวางออก เพื่อพื้นที่มีสภาพโล่ง

3.    วัดแนวเขตพื้นที่ (กว้าง-ยาว) และทำแผนที่ของดินแปลงที่ปลูก

4.    คำนวณจำนวนต้นส้มและเลือกระยะปลูก ตามความต้องการ โดยยึดหลักดังนี้

4.1 ควรวาง แถวของต้นส้ม อยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้

4.2 มาตรฐานของการปลูก ระยะต้นส้ม*ระยะแถว คือ 4*4 5*5 3.5*7 4*8 เมตร

4.3 คำนวณจำนวนกิ่งพันธุ์หรือต้นพันธุ์ส้มที่ต้องการใช้ในการปลูก (ควร + เพิ่ม 2%)

4.4 กำหนดจำนวนแถว วางแนวและตำแหน่งของต้นส้มที่จะปลูกในพื้นที่จริง

5.    ไถพรวนดิน ยกแนวปลูกให้เป็นร่องลูกฟูกหรือฟันดินพูนเป็นโขด (กระทะคว่ำ)ร่องลูกฟูกหรือโขดควรสูงจากพื้นดินเดิมอย่างน้อยประมาณ 50-75 ซม. 

6.    ย่อยดินตรงบริเวณที่จะปลูกต้นส้มให้ละเอียดเหมาะสมต่อการปลูกพืช

7.    ปรับปรุงสภาพดินของแนวร้องปลูกหรือบริเวณโขดที่จะปลูกด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก้า

8.    ปักไม้รวก (ยาวประมาณ 50-60 ซม.) ตรงบริเวณจุดกำหนดหรือโขดที่จะปลูกต้นส้มให้แต่ละจุดที่จะปลูกต้นส้มในแต่ละแถวปลูก อยู่ในแนวที่ตรงกัน

9.    หากดินที่จะปลูกต้นส้มเป็นดินร่วนปนทราย ควรจัดเตรียมเศษพืชหรือฟางเพื่อการคลุมดิน รักษาความชื้น

10. เก็บตัวอย่างดินบริเวณที่จะปลูกต้นส้ม ส่งหน่วยงานเพื่อวิเคราะห์ความเป็นกรดเป็นด่าง โครงสร้างของดิน ปริมาณอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารที่จำเป็น

2. การเตรียมต้นพันธุ์ส้ม

1.        หากเลือกใช้ต้นพันธุ์ส้มเป็นกิ่งตอน ควรพิจารณาดังนี้

1.1     เป็นกิ่งตอนจากแหล่งหรือผู้ขายที่เชื่อถือได้

1.2     ต้นส้มต้นแม่ต้องแข็งแรง ไม่เป็นโรคกรีนนิ่งและโรคทริสเตซ้า หรือโรคไวรัสอื่นๆ และมี ลักษณะที่ดีตรงตามสายพันธุ์

1.3     ต้นส้มต้นแม่ควรมีอายุมากกว่า 7-8 ปีขึ้นไป

1.4     กิ่งตอน ควรเป็นกิ่งที่ตั้งหรือตั้งตรงทีมีอายุ 1-1.5 ปี กิ่งแข็งแรง กลม -ไม่มีหนาม สี เขียวอมน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเขียว มีรากออกโดยรอบขวั้น

1.5     ความสูงของกิ่งตอน 45-55 ซม. (ไม่ควรเกิน 60 ซม.)

1.6     กิ่งตอนไม่ควรเพาะชำอยู่ในถุงนานเกิน 6 เดือน

2.        หากเลือกใช้ต้นพันธุ์ส้มเป็นต้นตอที่ติดตาหรือเสียบยอด ควรเลือกที่มีลักษณะดังนี้

2.1     ต้นพันธุ์ส้มจากแหล่งหรือผู้เชื่อถือได้ หรือได้ผ่านรับรอง การปลอดโรค

2.2     ต้นพันธุ์ส้มแข็งแรงไม่เป็นโรคกรีนนิ่งและทริสเตซ่าหรือโรคไวรัส อื่นๆ และมีลักษณะที่ดีตรงตามสายพันธุ์

2.3     ต้นพันธุ์ส้มไม่ควรปลูกอยู่ในถุงเพาะชำ ภายหลังการติดตาหรือเสียบยอดเกินกว่า 1 ปี

2.4     เลือกใช้ชนิดของต้นตอส้มให้เหมาะสมกับพันธุ์ส้มและสภาพของดินที่ปลูก

2.5     พื้นที่ที่จะปลูกต้นส้มปลอดโรค ควรหากไกลจากแหล่งปลูกเดิม

2.6     ต้องระมัดระวังการติดโรคภายหลังจากการปลูก

3.        ระยะเวลาปลูกและวิธีการปลูกที่เหมาะสม

3.1     สามารถเลือกเวลาปลูกเมื่อใดก็ได้ ถ้าแปลงปลูกมีการติดตั้งระบบน้ำชลประทาน

3.2     ควรปลูกในเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนตุลาคม หากอาศัยน้ำฝนโดยไม่มีแหล่งน้ำ

3.3     กิ่งหรือต้นพันธุ์ส้มที่จะนำลงปลูกควรเป็นระยะใบแก่ (ไม่ควรมีใบอ่อน) หากเป็นกิ่งตอนควร ให้ปลายรากมีสีเหลืองหรือสีนวล

3.4     ต้นพันธุ์ส้มติดตาหรือเสียบยอด ควรปลูกโดยการจัดระบบราก

3.5     ต้นพันธุ์ส้มที่มีรากขดงอโดยเฉพาะรากใหญ่ หากไม่สามารถจัดระบบรากได้ ไม่ควรนำลงปลูก

3.6     อย่าปลูกต้นพันธุ์ส้มลึก ควรปลูกและกลบหน้าดินให้เสมอขั้วบนของกิ่งตอน หรือเสมอระดับ หน้าดินเดิมของถุงเพาะชำ

3.7     ควรปลูกโดยจัดให้ลําต้นหลักของต้นพันธุ์ส้มตั้งตรงระวังอย่าให้ต้นส้มโยกคลอน ปักหลักไม้รวกและผูกยึดต้นส้มให้แน่น

3.8     ควรหาฟางข้าวหรือเศษพืชคลุมดินบริเวณโขดที่ปลูกต้นส้ม โดยเฉพาะในดินร่วนหรือดินปนทราย

4.        การดูแลและการทำงาน (หลังปลูก -ต้นอายุ 1 ปี)

4.1     ผูกยึดต้นส้มให้แน่นกับหลักไม่รวกที่ปักไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นส้มโยกคลอน

4.2     ต้องให้น้ำแก่ต้นส้มที่ปลูกใหม่อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ ระวังอย่าให้ต้นส้มขาดน้ำ

4.3     ช่วงปีแรกที่เริ่มปลูกนั้น หมั่นบำรุงทางดินด้วย วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 0.3-0.5 กก.ต่อต้น(1-3  อุ้งมือ)ทุก ๆ 1 เดือน สลับการใช้ปุ๋ยเคมี(25-7-7) อัตรา 1-2 ช้อนแกง ทุก ๆ 3 เดือน

4.4     ควรฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ร่วมกับ ธาตุอาหารเสริมรวม คีเลท อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบแก่ต้นส้ม เดือนละ 1-2 ครั้ง จะทำให้ต้นเจริญเติบโตดีและไว้ลูกได้เร็ว

4.5     ระวังการทำลายของด้วงกัด กินใบ เพลี้ยไฟ เพลี้ยไก่แจ้และหนอนต่าง ๆ ในระยะยอดและใบออน(หากใช้ไบโอเฟอร์ทิลเป็นประจำจะลดต้นทุนการกำจัดศัตรูพืช ได้)

4.6     ตั้งแต่ต้นส้มอายุ 10 เดือนขึ้นไป ควรเริ่มตัดแต่งกิ่งกระโดง กิ่งแห้งและกิ่งเป็นโรค

4.7     ห้ามอย่าฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดวัชพืชใกล้บริเวณโคนต้นหรือทรงพุ่ม

4.8     ระวังการทำลายของโรคแคงเคอร์หรือโรคใบจุดที่ใบอ่อนในฤดูฝน

4.9     หากดินเป็นกรด หรือแน่นแข็ง ควรใช้สารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ อัตรา 500 ซีซี/ไร่ ผสมไปกับระบบการจ่ายน้ำ(สปริงเกอร์) หรือผสมน้ำฉีดพ่นผิวดินรอบทรงพุ่มแล้วรดน้ำตามทันที(กรณีร่องสวน)

4.10  ปลูกซ่อมแซมต้นส้มที่ตายหรือไม่แข็งแรง โดยใช้พันธุ์ส้มที่สมบูรณ์แข็งแรง

4.11  หากแปลงปลูกอยู่ในสภาพที่โล่ง ใกล้นาข้าว ที่รกร้าง ควรรีบปลูกพืชล้อมที่หรือพืชกำบังลม ภายหลังจากที่ปลูกต้นส้มแล้ว

4.12  หากต้องการปลูกต้นไม้อื่นเป็นพืชเสริมรายได้ ให้เลือกชนิดที่เหมาะสมกับส้มที่ปลูก

5.        การดูแลและการทำงาน (ต้นอายุ 1-2 ปี)

5.1     ให้เริ่มสร้างทรงพุ่ม โดยมีลำต้นหลักเพียงลำต้นเดียวและมีกิ่งใหญ่ 3-5 กิ่ง

5.2     ควบคุมให้แตกยอดอ่อนเป็นรุ่นหรือเป็นชุดพร้อม ๆ กันตั้งแต่ต้นส้มอายุ 1 ปี

5.3     บังคับการแตกยอดอ่อนให้มีการแตกตาข้างมากกว่าการแตกตายอด (โดยการตัดแต่ง)

5.4     การแตกยอดสามารถบังคับให้เกิดได้ ทุก ๆ 50-55 วันโดยอาศัยวิธีการให้น้ำเป็นระยะ ๆ และฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)อัตรา 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ร่วมกับ ธาตุอาหารเสริมรวม คีเลท อัตรา 5-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 30-45 วันเพื่อกระตุ้นการแตกยอด และป้องกันการขาดธาตุอาหาร 

5.5     ขนาดของใบส้มควรได้มาตรฐาน ใบหนา สีเขียวเข้ม ไม่แสดงอาการขาดธาตุอาหารหลัก หรืออาหารรอง

5.6     การให้ปุ๋ยทางดินควรเริ่มปรับเป็นการให้ 60 วัน/ครั้ง และอาจให้สลับระหว่างปุ๋ยเคมี และ วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตร 25-7-7

5.7     เริ่มไว้ผล เมื่อต้นส้มอายุประมาณ 20-24 เดือน โดย "เว้นน้ำ" หรือ "กักน้ำ" และให้เริ่มผลิยอดพร้อมตาดอกในส้มรุ่นที่ 1 หรือ รุ่น 2 ส้มชุดแรก ๆ  เมื่อติดผล ควรปลิดผลทิ้งกะประมาณให้เหลือไว้ถึงตอนเก็บผลแค่ 3-5  กิโลกรัม/ต้น เพื่อไม่ให้ต้นโทรมเร็ว

5.8     ในการบังคับการแตกยอด อ่อนพร้อมดอกรุ่นแรก อาจใช้วิธีการกักน้ำให้ต้นส้มมีสภาพขาด น้ำในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ได้ จากนั้นจึง "ขึ้นน้ำ" โดยการค่อย ๆ เพิ่มการรดน้ำจนสู่ระดับปกติ  และรดน้ำอย่างเพียงพอเพื่อให้ต้นส้มผลิยอดอ่อนชุดใหม่

5.9     ความสูงของต้นส้มที่เริ่มการบังคับให้ออกดอกและติดผล ประมาณ 1.5-2.5 เมตร หรือเริ่มเก็บผลได้เมื่อต้นมีความสูงประมาณ 2-2.5 เมตร

6.        การดูแลการทำงาน (ต้นอายุ 3 ปีขึ้นไป)

6.1     การตัดแต่ง กิ่งต้นส้มให้ตัดแต่งกิ่งกระโดงที่ยาวและมีหนาม กิ่งบิดไขว้ กิ่งเป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย ควรเริ่มตัดแต่งได้เมื่อหมดฤดูฝน หรือในเดือนพฤศจิกายนหรือ เดือน ธันวาคม

6.2     หากต้นส้มแสดงอาการขาดธาตุอาหารรอง โดยเฉพาะธาตุสังกะสี ให้รีบแก้ไขโดยใช้ อาหารเสริม ซินค์ อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 1-2 ครั้ง หรือฉีดในช่วงแตกใบอ่อนทุกครั้ง

6.3     ก่อนการบังคับการออกดอก (ในช่วงก่อนการเว้นให้น้ำหรือการกักน้ำ) ประมาณ 2 เดือน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 หรือ 15-30-15 หรือ 10-52-17 อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างน้อย 2 ครั้ง

6.4     บังคับให้ต้นแตกยอดอ่อนเป็นชุดพร้อม ๆกัน ในเดือน ธันวาคม ถึงเดือน มกราคม โดยการไม่ให้น้ำแก่ ต้นส้ม "เว้นน้ำ" หรือ "กักน้ำ" ในเดือนตุลาคม ถึงเดือน พฤศจิกายน ให้ต้นส้มมี ลักษณะใบแก่เต็มที่และแสดงอาการขาดน้ำประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจึง "ขึ้นน้ำ" โดย การรดน้ำค่อย ๆ เพิ่มน้ำให้แก่ต้นส้มอย่างเพียงพอจนต้นส้มฟื้นจากอาการขาดน้ำ ตามด้วยการฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) เพื่อให้ช่อใบและดอกสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

6.5     การให้ปุ๋ย ทางดินแก่ต้นส้ม ตั้งแต่อายุ 3 ปีเป็นต้นไป ควรพิจารณาความสมบูรณ์ของต้นส้มขนาดของใบ และผลของการวิเคราะห์ดินเป็นสำคัญ ในสภาพทั่ว ๆ ไป ช่วงทำใบให้ใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ 16-16-16 และสูตรที่เน้นตัวหน้าและหลังในช่วงติดผล  ร่วมกับ วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตราส่วน 1:1  เพื่อลดต้นทุน ทุก ๆ เดือน ในฤดูฝนไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจน (N) สูง และหากใบส้มมีขนาดใหญ่มาก อาจมีความจำเป็นในการเลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัส (P) และธาตุโปรแตสเซียม (K) สูงสลับ แทนบ้าง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินที่เป็นกรด)

6.6     การให้ปุ๋ยทางใบนั้น ให้ใช้ไบโอเฟอร์ทิลฉีดพ่นแต่ละช่วงของส้มตามคำแนะนำในเอกสาร  จะลดปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรู  ต้นมีสภาพสมบูรณ์ขึ้น ลดปัญหาผลส้มหลุดร่วงก่อนกำหนด อายุการให้ผลผลิตนานขึ้น

6.7     ควรฉีดพ่นธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท หรือ คีเลท  เดือนละ 1-2 ครั้ง  หรือในช่วงที่ติดผลมากแล้วใบส้มมีอาการขาด  ส้มก็จะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี 

6.8     การขึ้นน้ำหรือบังคับให้ต้นส้มผลิยอดอ่อนในปลายเดือนธันวาคม ถึง ต้นเดือนมกราคม สามารถใช้ปุ๋ยเคมีหรือวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ดอกส้มที่ได้ในเดือนนี้จะเป็นผลผลิต "รุ่น 1" ที่เก็บได้ในเดือนตุลาคม หรือ พฤศจิกายน ในปีถัดไป

7.        การผลิตส้ม รุ่นตรุษจีนและรุ่นสารัทจีน

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดผลของส้ม

7.1     อายุการเก็บเกี่ยวของผลส้ม เฉลี่ย 9-11 เดือน (มากน้อยแล้วแต่พันธุ์)

7.2     การผสมของดอกและผลของส้มโดยธรรมชาติจะมีเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างสูง

7.3     เพลี้ยไฟจัดเป็นศัตรูที่มีความสำคัญมากที่สุด และมีผลต่อการติดผลอ่อนของส้มโชกุน(รวมทั้ง ส้มสายพันธุ์อื่น)

7.4     การรบกวนการผสมเกสร ของดอกส้มโชกุน (รวมทั้งส้มชนิดอื่นๆ) ในวันดอกส้มบานที่จัดเป็น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดอกส้มและผลอ่อน (ภายหลังจากดอกบาน) ร่วง ได้แก่

7.4.1    ฝนตกในวันดอกส้มบาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเช้า)

7.4.2    รดน้ำหรือมีการให้น้ำ (อย่างมาก) แก่ต้นส้มในระยะดอกบาน

7.4.3    ฉีดพ่นสารเคมีเกษตรที่ไม่เหมาะสมแก่ต้นส้มในระยะดอกบาน

7.4.4    อากาศร้อนจัด (อุณหภูมิสูงเกิน 37-38 C) และความชื้นสัมพัทธ์ต่ำมาก

7.4.5    ดอกส้มไม่สมบูรณ์แข็งแรง ขนาดดอกเล็ก กลีบสั้น สีขาวหม่นหรือคล้ำ

7.4.6    การทำลายของเพลี้ยไฟโดยการดูดน้ำเลี้ยงที่ดอกตูมและดอกบาน

7.4.7    ต้นส้มมีสภาพไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นโรคกรีนนิ่ง โรคทริสเตซ่า โรครากเน่าและโรคโคนเน่า โรคขาดธาตุอาหาร มักออกดอกจำนวนมาก แต่ติดผลน้อยหรือผลร่วงก่อนกำหนดง่าย

หมายเหตุ ให้ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล ตามคำแนะนำ ช่วงส้มแทงช่อและติดดอก จะทำให้ต้นติดดอกมา ขั้วเหนียว ปัญหาการหลุดร่วงลดลง

7.5     ต้นส้มที่ทรงพุ่มทึบมาก ใบมีขนาดใหญ่ผิดปกติ มีการแตกกิ่งก้านยาวและเป็นกิ่งกระโดง ลักษณะ เป็นเหลี่ยม มีหนามมาก จะออกดอกยากและจำนวนดอกต่อต้นน้อยผลส้มมักมีขนาดใหญ่เกินไป ผลมีน้ำหนักเบา เปลือกหนา เนื้อน้อยและมีรสจืด สาเหตุอาจเนื่องจากในดินมีธาตุไนโตรเจนสูง แนะนำให้ลดการใช้ปุ๋ยที่เน้นตัวหน้ามาก อาจเปลี่ยนใช้ปุ๋ยสูตรอื่น

7.6     ต้นส้มที่ ปลูกลึกและค่อนข้างลึก และมีระบบรากฝอยไม่สมบูรณ์แข็งแรง จำนวนรากน้อยหรือยู่ค่อนข้างลึกจากผิวดิน มักแสดงอาการขาดธาตุอาหารได้ง่ายและบ่อยทำให้ต้นส้มอาจติดผลน้อยหรือผลส้มมี ขนาดเล็กกว่าปกติ แนะนำให้ผสมไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นหรือราดที่ผิวดิน บริเวณรอบทรงพุ่มเพื่อกระตุ้นการแตกรากอ่อน ทำให้รากขึ้นมาดูดซึมธาตุอาหารที่ผิวดินได้ดีขึ้น

วิธีการบังคับการออกดอกรุ่นตรุษจีน
1. ตัดแต่งกิ่งกระโดงภายในทรงพุ้ม กิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย ทันทีภายหลังจากการเก็บเกี่ยวเสร็จ ในเดือนมกราคม ถึง เดือนกุมภาพันธ์

2. ตัด/ดาย หรือควบคุมวัชพืช ให้เสร็จเรียบร้อย ภายในเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ โดยทำพร้อมๆ กับการ "เว้นน้ำ" หรือ "กักน้ำ" ต้นส้ม

3. ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์บริเวณรอบทรงพุ่มในปลายเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน

4. สภาพต้นส้มก่อนหรือระหว่างการกักน้ำ ควรมีใบแก่  2  ชุด โดยไม่มีการผลิยอดอ่อนชุดใหม่   จึงจะทำให้ต้นส้มมีการสะสมอาหารเพียงพอต่อการออกดอก

5. ต้นส้มที่มีผลส้มบนต้น ให้รดน้ำแบบเว้นนํ้า คือ "ไม่เหี่ยวและไม่แตก" ส่วนต้นที่ไม่มีผลส้มบนต้น ให้ "กักน้ำ" โดยให้ต้นมีสภาพใบสลด

6. เมื่อต้นส้ม มีใบแก่เต็มที่และ/หรือ แสดงอาการขาดน้ำเล็กน้อย สังเกตจากใบเริ่มสลด) ให้ "ขึ้นน้ำ" โดยการใส่ปุ๋ยและฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิลตามคำแนะนำและรดน้ำให้แก่ต้นส้มเพื่อบังคับให้ผลิยอดและใบอ่อน ภายในเดือนมีนาคม หรืออย่างช้า ไม่ เกินเดือนพฤษภาคม

7. การ "ขึ้นน้ำ" เลือกใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) ให้แก่ต้นส้ม,และใช้ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลงฉีดพ่นเสริมทางใบและรดน้ำให้อย่าง เพียงพอสม่ำเสมอดอกส้มจะบานในราวสัปดาห์3-สัปดาห์ที่ 4ของการให้น้ำ

8. ดูแลรักษาใบส้ม ชุดนี้อย่าให้เกิดความเสียหายเนื่องจากการทําลายของเพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ และโรคแคงเคอร์ไบส้มชุดนี้ต้องสมบูรณ์ไม่แสดงอาการขาดธาตุอาหาร

9. หากต้นส้ม ผลิยอดอ่อนพร้อมดอกส้มได้ในเดือนมีนาคม ถึง เดือน พฤษภาคม จะเป็นผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งตลาดมีความต้องการ มาก และเป็นช่วงเวลาที่มีผลไม้ชนิดอื่น ๆ น้อย

วิธีการบังคับการออกดอกรุ่นสารัทจีน
1. ต้นส้มที่สามารถบังคับการออกดอกรุ่นสาร์ทจีนได้ ต้องมีผลส้มรุ่นที่ 1 (ส้ม) อยู่จำนวนน้อยหรือไม่มีผลส้มรุ่น 1

2. ต้องเป็นต้นส้มที่มีการแตกยอดอ่อนจำนวนมาก (หรือยอดอ่อนพร้อมดอก) เมื่อเดือนพฤษภาคม ถึง เดือน มิถุนายน

3. ต้องมีการบังคับให้ ต้นส้มแตกยอดอ่อนระหว่างปลายเดือน กรกฎาคม ถึงปลายเดือน สิงหาคม

4. สภาพต้นส้ม ก่อนหรือระหว่างการกักน้ำ ควรมีใบแก่  2  ชุด  โดยไม่มีการผลิยอดอ่อนชุดใหม่  จึงจะทำให้ต้นส้มมีการสะสมอาหารเพียงพอต่อการออกดอก

5. การควบคุมให้ต้นส้มแตกใบอ่อนจะใช้วิธีการ "กักน้ำ" และการฉีดพ่นปุ๋ยไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)

6. เมื่อต้นส้มมีใบแก่เต็มที่ และ/หรือ แสดงอาการขาดน้ำ (เล็กน้อย) ให้ "ขึ้นน้ำ" โดยการใส่ปุ๋ยและรดน้ำให้แก่ต้นส้ม เพื่อบังคับให้ต้นส้มผลิยอดและดอก ภายในปลายเดือน กันยายน หรืออย่างช้า ไม่เกินต้นเดือนพฤศจิกายน

7. การ "ขึ้นน้ำ" วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) ให้แก่ต้นส้ม,และใช้ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลงและรดน้ำให้เพียงพอ อย่างสม่ำเสมอดอกส้มจะบานในราวสัปดาห์ที่  3 - สัปดาห์ที่4  ของการขึ้นน้ำ

8. ดูแลรักษาใบส้ม ชุดนี้อย่าให้เกิดความเสียหายเนื่องจากการทำลายของ เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ และโรคแคงเกอร์ ใบส้มชุดนี้ต้องสมบูรณ์ไม่แสดงอาการขาดธาตุอาหาร

9. หากต้นส้ม ผลิยอดอ่อนพร้อมดอกส้มได้ในเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน จะเป็นผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนสิงหาคม ถึง ต้นเดือน กันยายน ซึ่งตลาดมีความต้องการมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของเทศกาลสาร์ทจีนและไหว้พระจันทร์

การรักษาคุณภาพที่ดีของผลส้ม
1.  ระมัดระวังการทำลายของเพลี้ยไฟตั้งแต่ระยะเริ่มผลดอก ระยะดอกอ่อน -ดอกตูม -กลีบ ดอกโรย ถึงระยะผลอ่อนอายุ 2 เดือน

2.  ระวังการทำลายของโรคสแค็บเมื่อผลส้มมีอายุ 2.5-3.5 เดือน

3.  ระวังการทำลายของไรแดง ไรเหลืองส้ม ตั้งแต่ผลอ่อนอายุ 2 - 4 เดือน

4.  ระวังการทำลายของโรคแคงเกอร์เมื่อผลส้มมีอายุ  3.5-5 เดือน(โดยเฉพาะในฤดูฝน)

5.  ระวังการทำลายของไรแดง ไรสนิม เมื่อผลส้มมีอายุ 7-9 เดือน

6. อย่าปล่อยให้ผลส้มติดผลมากเกินไป เพราะจะทำให้ผลส้มมีขนาดเล็กและขนาดผลไม่สม่ำเสมอ (ไม่มีเบอร์) จำนวนผลส้มต่อต้นควรเหมาะสมกับขนาดและอายุของต้นส้ม
7.  ให้ปุ๋ยหรือธาตุอาหารแก่ต้นส้มและผลส้ม ตั้งแต่ระยะเริ่มผลิยอดถึงก่อนการเก็บเกี่ยว  คือ

7.1     หลังเก็บเกี่ยว เริ่มผลิยอดอ่อน(ทางดิน ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  อัตรา 1 กก.ต่อต้น 2 ครั้ง ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอหรือ 25-7-7 อัตรา 0.5-1 กก.ต่อต้น 1 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 30-40 วัน) (ทางใบ  ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรบำรุงต้น ไล่แมลงอัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน)

7.2     ก่อนการบังคับการออกดอก (ในช่วงก่อนการเว้นให้น้ำหรือการกักน้ำ) ประมาณ 2 เดือน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 หรือ 15-30-15 หรือ 10-52-17 อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างน้อย 2 ครั้ง

            หมายเหตุ  ช่วงนี้สามารถงดใช้ ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 ที่ชาวสวนเคยใช้ประจำเพื่อสะสมได้

7.3     หลังติดผล (กลีบดอกโรย 1-2 สัปดาห์) (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น) (ทางใบ ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

7.4     ผลส้มอายุ 1.5-2 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 0.5-1 กิโลกรัมต่อต้น โดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7) (ทางใบ ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

7.5     ผลส้มอายุ 3-3.5 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น) (ทางใบ ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

7.6     ผลส้มอายุ 4.5-5 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม โดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตรที่เน้นตัวหน้าและหลัง เช่น15-5-20 หรือ 24-4-24 ) (ทางใบ ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

            หมายเหตุ ในส้มสายโชกุน อาจฉีดพ่นเสริมด้วย แคล-แม็ก อัตรา 20 ซีซี เพื่อป้องกันการแตกของผล

7.7     ผลส้มอายุ 6-6.5 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น) (ทางใบ ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

            หมายเหตุ ในส้มสายโชกุน อาจฉีดพ่นเสริมด้วย แคล-แม็ก อัตรา 10-20 ซีซี เพื่อป้องกันการแตกของผล

7.8     ผลส้มอายุ 7.5-8 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น) (ทางใบ ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ทุก ๆ 10-15 วัน)

            หมายเหตุ ในส้มสายโชกุน อาจฉีดพ่นเสริมด้วย แคล-แม็ก อัตรา 10-20 ซีซี เพื่อป้องกันการแตกของผล

            ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งความหวาน(0-0-50) เนื่องจากหากปฎิบัติตามข้างต้น ผลผลิตที่ได้จะมีน้ำหนักดี และรสชาติดีกว่าอยู่แล้ว

หมายเหตุ หากมีปัญหาเรื่องการรบกวนของแมลงวันทอง,หนอนแก้ว,หนอนชอนใบ,ประกบใบ,ผีเสื้อมวนหวาน ให้ใช้ ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง ฉีดพ่นสลับกับ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรเร่งขนาดผล จะช่วยลดปัญหาลงได้กว่า 30-90 เปอร์เซ็นต์(ผลที่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ข้างเคียงด้วยว่ามีการระบาดมากหรือไม่) และทำให้ส้มปลอดจากสารเคมีตกค้าง

8. ผลส้มที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบาและกากหยาบ มักเกิดการได้รับธาตุอาหารไม่สมดุล เช่น ใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจน (N) มาก หรือดินในพื้นที่นั้น มีไนโตรเจนสูง และได้รับธาตุอื่น ๆ ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะธาตุโปแตสเซียม (K) และธาตุแมกนีเซียม (Mg) ผลส้มที่มีรสขมมักเกิดการฉีดพ่นสารประกอบ คอปเปอร์บ่อยครั้งเกินไปหรือจำนวนมากเกินไปเมื่อผลส้มแก่ใกล้เก็บเกี่ยว

8. "รุ่น" ของส้มโชกุน

รุ่น

ผลิยอด/ดอกบาน

เดือนที่เก็บเกี่ยว

1(ส้มปก)

ธ.ค. -ม.ค./ ม.ค.-ก.พ.

ธ.ค. -ม.ค.

2 (ส้มตรุษจีน)

มี.ค. พ.ค./ เม.ย.

ก.พ. -มี.ค.

3 (ส้มเช็งเม้ง)

พ.ค./มิ.ย.

มี.ค. -เม.ย.

4 (ส้มสารัทจีน)

ต.ค./พ.ย.

ส.ค. -ก.ย.

9.  สาเหตุของการแตกของผลส้มโชกุนและการแก้ไข

การแตกของผลส้ม                 1. เกิดเมื่อผลส้มอายุ 5-7 เดือน และเกิดกับส้มรุ่น 1

2. เกิดมากในระหว่างเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม

3. เกิดมากในแปลงปลูกที่มีสภาพดินเป็นดินเหนียว

4. เกิดกับต้นส้มที่ปลูกจากกิ่งตอนมากกว่าส้มต้นตอ

5. เกิดมากกับแปลงปลูกที่ราบไม่ยกแนวร่องปลูก

สาเหตุของการแตก                1. ผลส้มได้รับน้ำ(ฝน)จำนวนมากเกินความต้องการ

2. เปลือกของผลส้มบางมาก

3. เปลือกของผลส้มด้านก้นผลบางกว่าด้านขั้วผล

4. ผลส้มมีแผลซึ่งเกิดจากการทำลายของโรค/แมลง

5. ต้นส้มอยู่ในสภาพซึ่งผ่านภาวะเครียดน้ำ

การป้องกันแก้ไข   1. ควรใส่ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก หรือใช้ ยักษ์เขียว ภายหลังจากการเก็บส้มรุ่น 1 หมด

2. การใส่ปุ๋ยเคมีในเดือน ม.ค./ก.พ./มี.ค./เม.ย. ควรใช้ สูตรที่มีอัตราส่วน 4:1:1

3. ควรให้ธาตุอาหารเสริม แคลแม็กซ์(แคลเซียมโบรอน)+คีเลท เสริม ทุก ๆ 15 วัน

4. ป้องกันโรคสแค็บและแคงเคอร์ เมื่ออายุผล  2.5  และ  5  เดือน

5. ป้องการการทำลายของ มวนเขียว บนผลอายุ 4-6 เดือน
6. ห้ามตัดหรือดายหญ้าจนเตียน ในช่วงปลายเดือน ก.ค.-ส.ค.

7. ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงอายุผล  2-6  เดือน

8. ควรเลือกปลูกส้ม โดยใช้ต้นตอให้เหมาะสมกับดิน/ชนิดส้ม

9. ควรฉีดพ่นปิโตรเลี่ยมออล์ย/ไวท์ออยในช่วงอายุผล4-6เดือน

http://phkaset.com/userfiles/SANY0168-400.jpg

ข้อเปรียบเทียบหลังจากปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น(เห็นผลชัดเจนตั้งแต่ 2-6 เดือน)      

1.    ส้มจะบังคับดอกง่าย ขั้วดอก,ผล เหนียว ต้นไม่โทรมแม้แบกผลผลิตมาก อายุการให้ผลผลิตจะมากกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อใช้เป็นประจำ (3-4 ครั้ง ขึ้นไป) จะสังเกตได้ว่าแมลงศัตรูพืชที่เข้ามารบกวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจำพวกผีเสื้อกลางคืนซึ่งเป็นตัวแม่ของหนอนชนิดต่าง ๆ รวมถึงแมลงวันทอง และด้วงกัดกินใบ  ทำให้ประหยัดต้นทุนยากำจัดศัตรูพืช และลดความเสียหายได้ดีกว่า  (ในพื้นที่ที่มีการระบาดมาก หากใช้ไบโอเฟอร์ทิล ฉีดร่วมกับยากำจัดศัตรูพืช ก็จะทำให้สามารถคุมและป้องกันการเข้าทำลาย ได้นานขึ้น)

2.    ใบพืชเงาเป็นมัน อายุใบนานขึ้นทำให้ต้นไม่สูญเสียอาหารในการสร้างใบใหม่ (ไบโอเฟอร์ทิล เป็นสารธรรมชาติ ไม่กัดผิวใบทำให้ใบด้านเหมือนการใช้เคมีอย่างเดียว)

3.    ผิวส้มเนียนเป็นมันกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้  เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ

4.    เมื่อใช้ตามคำแนะนำ  เนื้อผลมีรสชาติเข้มข้นดีกว่าแปลงที่ใช้เคมีอย่างเดียว

5.    สุขภาพผู้ปลูกดีขึ้น เนื่องจาก สัมผัสหรือจับต้องสารเคมีน้อยลง

6.    การใช้ ยักษ์เขียว  ร่วมด้วยเป็นประจำ  จะทำให้ต้นทุนปุ๋ยและสารทางดินต่อชุดการผลิต ลดลงได้ประมาณ 30-50 % โดยที่ผลผลิตที่ได้ยังเป็นปกติหรือดีกว่าเดิม และสังเกตได้ว่าสารอินทรีย์ในเนื้อปุ๋ยทำให้สภาพดินดีขึ้น  ดินโปร่ง อุ้มน้ำได้ดี  ต้นทนแล้งได้ดีขึ้น  และพืชตอบสนองต่อการให้ปุ๋ยทางดินดีกว่าเดิม ในระยะยาวปัญหาเรื่องโรคทางดินน้อยกว่าแปลงข้างเคียงที่ไม่ได้ใช้ ผลในทางอ้อม  เนื่อง จาก ยักษ์เขียว เป็นสารอินทรีย์แท้ จึงกระตุ้นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้ย่อยปุ๋ย(เคมี)ที่ตกค้างในดินทำให้ รากพืชสามารถดูดซึมกลับไปใช้ได้ ธาตุอาหารในดินจะสมดุลมากกว่า

 

แผนการปฏิบัติงานเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ

สําหรับสวนส้มตั้งแต่การเริ่มปลูก-การทำผลผลิตคุณภาพ

http://phkaset.com/userfiles/resized_NP012.jpg

 

1. การเตรียมแปลงปลูกและดินสำหรับการปลูก

1.    หากที่ดินแปลงปลูกมีขนาดใหญ่ ควรเริ่มปรับพื้นที่หรือเตรียมดินในฤดูแล้ง และควรจัดพื้นที่ขุดบ่อน้ำ  สำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง

2.    ไถดินเพื่อปรับสภาพแปลงปลูก รื้อสิ่งกรีดขวางออก เพื่อพื้นที่มีสภาพโล่ง

3.    วัดแนวเขตพื้นที่ (กว้าง-ยาว) และทำแผนที่ของดินแปลงที่ปลูก

4.    คำนวณจำนวนต้นส้มและเลือกระยะปลูก ตามความต้องการ โดยยึดหลักดังนี้

4.1 ควรวาง แถวของต้นส้ม อยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้

4.2 มาตรฐานของการปลูก ระยะต้นส้ม*ระยะแถว คือ 4*4 5*5 3.5*7 4*8 เมตร

4.3 คำนวณจำนวนกิ่งพันธุ์หรือต้นพันธุ์ส้มที่ต้องการใช้ในการปลูก (ควร + เพิ่ม 2%)

4.4 กำหนดจำนวนแถว วางแนวและตำแหน่งของต้นส้มที่จะปลูกในพื้นที่จริง

5.    ไถพรวนดิน ยกแนวปลูกให้เป็นร่องลูกฟูกหรือฟันดินพูนเป็นโขด (กระทะคว่ำ)ร่องลูกฟูกหรือโขดควรสูงจากพื้นดินเดิมอย่างน้อยประมาณ 50-75 ซม. 

6.    ย่อยดินตรงบริเวณที่จะปลูกต้นส้มให้ละเอียดเหมาะสมต่อการปลูกพืช

7.    ปรับปรุงสภาพดินของแนวร้องปลูกหรือบริเวณโขดที่จะปลูกด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก้า

8.    ปักไม้รวก (ยาวประมาณ 50-60 ซม.) ตรงบริเวณจุดกำหนดหรือโขดที่จะปลูกต้นส้มให้แต่ละจุดที่จะปลูกต้นส้มในแต่ละแถวปลูก อยู่ในแนวที่ตรงกัน

9.    หากดินที่จะปลูกต้นส้มเป็นดินร่วนปนทราย ควรจัดเตรียมเศษพืชหรือฟางเพื่อการคลุมดิน รักษาความชื้น

10. เก็บตัวอย่างดินบริเวณที่จะปลูกต้นส้ม ส่งหน่วยงานเพื่อวิเคราะห์ความเป็นกรดเป็นด่าง โครงสร้างของดิน ปริมาณอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารที่จำเป็น

2. การเตรียมต้นพันธุ์ส้ม

1.        หากเลือกใช้ต้นพันธุ์ส้มเป็นกิ่งตอน ควรพิจารณาดังนี้

1.1     เป็นกิ่งตอนจากแหล่งหรือผู้ขายที่เชื่อถือได้

1.2     ต้นส้มต้นแม่ต้องแข็งแรง ไม่เป็นโรคกรีนนิ่งและโรคทริสเตซ้า หรือโรคไวรัสอื่นๆ และมี ลักษณะที่ดีตรงตามสายพันธุ์

1.3     ต้นส้มต้นแม่ควรมีอายุมากกว่า 7-8 ปีขึ้นไป

1.4     กิ่งตอน ควรเป็นกิ่งที่ตั้งหรือตั้งตรงทีมีอายุ 1-1.5 ปี กิ่งแข็งแรง กลม -ไม่มีหนาม สี เขียวอมน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเขียว มีรากออกโดยรอบขวั้น

1.5     ความสูงของกิ่งตอน 45-55 ซม. (ไม่ควรเกิน 60 ซม.)

1.6     กิ่งตอนไม่ควรเพาะชำอยู่ในถุงนานเกิน 6 เดือน

2.        หากเลือกใช้ต้นพันธุ์ส้มเป็นต้นตอที่ติดตาหรือเสียบยอด ควรเลือกที่มีลักษณะดังนี้

2.1     ต้นพันธุ์ส้มจากแหล่งหรือผู้เชื่อถือได้ หรือได้ผ่านรับรอง การปลอดโรค

2.2     ต้นพันธุ์ส้มแข็งแรงไม่เป็นโรคกรีนนิ่งและทริสเตซ่าหรือโรคไวรัส อื่นๆ และมีลักษณะที่ดีตรงตามสายพันธุ์

2.3     ต้นพันธุ์ส้มไม่ควรปลูกอยู่ในถุงเพาะชำ ภายหลังการติดตาหรือเสียบยอดเกินกว่า 1 ปี

2.4     เลือกใช้ชนิดของต้นตอส้มให้เหมาะสมกับพันธุ์ส้มและสภาพของดินที่ปลูก

2.5     พื้นที่ที่จะปลูกต้นส้มปลอดโรค ควรหากไกลจากแหล่งปลูกเดิม

2.6     ต้องระมัดระวังการติดโรคภายหลังจากการปลูก

3.        ระยะเวลาปลูกและวิธีการปลูกที่เหมาะสม

3.1     สามารถเลือกเวลาปลูกเมื่อใดก็ได้ ถ้าแปลงปลูกมีการติดตั้งระบบน้ำชลประทาน

3.2     ควรปลูกในเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนตุลาคม หากอาศัยน้ำฝนโดยไม่มีแหล่งน้ำ

3.3     กิ่งหรือต้นพันธุ์ส้มที่จะนำลงปลูกควรเป็นระยะใบแก่ (ไม่ควรมีใบอ่อน) หากเป็นกิ่งตอนควร ให้ปลายรากมีสีเหลืองหรือสีนวล

3.4     ต้นพันธุ์ส้มติดตาหรือเสียบยอด ควรปลูกโดยการจัดระบบราก

3.5     ต้นพันธุ์ส้มที่มีรากขดงอโดยเฉพาะรากใหญ่ หากไม่สามารถจัดระบบรากได้ ไม่ควรนำลงปลูก

3.6     อย่าปลูกต้นพันธุ์ส้มลึก ควรปลูกและกลบหน้าดินให้เสมอขั้วบนของกิ่งตอน หรือเสมอระดับ หน้าดินเดิมของถุงเพาะชำ

3.7     ควรปลูกโดยจัดให้ลําต้นหลักของต้นพันธุ์ส้มตั้งตรงระวังอย่าให้ต้นส้มโยกคลอน ปักหลักไม้รวกและผูกยึดต้นส้มให้แน่น

3.8     ควรหาฟางข้าวหรือเศษพืชคลุมดินบริเวณโขดที่ปลูกต้นส้ม โดยเฉพาะในดินร่วนหรือดินปนทราย

4.        การดูแลและการทำงาน (หลังปลูก -ต้นอายุ 1 ปี)

4.1     ผูกยึดต้นส้มให้แน่นกับหลักไม่รวกที่ปักไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นส้มโยกคลอน

4.2     ต้องให้น้ำแก่ต้นส้มที่ปลูกใหม่อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ ระวังอย่าให้ต้นส้มขาดน้ำ

4.3     ช่วงปีแรกที่เริ่มปลูกนั้น หมั่นบำรุงทางดินด้วย วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 0.3-0.5 กก.ต่อต้น(1-3  อุ้งมือ)ทุก ๆ 1 เดือน สลับการใช้ปุ๋ยเคมี(25-7-7) อัตรา 1-2 ช้อนแกง ทุก ๆ 3 เดือน

4.4     ควรฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ร่วมกับ ธาตุอาหารเสริมรวม คีเลท อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบแก่ต้นส้ม เดือนละ 1-2 ครั้ง จะทำให้ต้นเจริญเติบโตดีและไว้ลูกได้เร็ว

4.5     ระวังการทำลายของด้วงกัด กินใบ เพลี้ยไฟ เพลี้ยไก่แจ้และหนอนต่าง ๆ ในระยะยอดและใบออน(หากใช้ไบโอเฟอร์ทิลเป็นประจำจะลดต้นทุนการกำจัดศัตรูพืช ได้)

4.6     ตั้งแต่ต้นส้มอายุ 10 เดือนขึ้นไป ควรเริ่มตัดแต่งกิ่งกระโดง กิ่งแห้งและกิ่งเป็นโรค

4.7     ห้ามอย่าฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดวัชพืชใกล้บริเวณโคนต้นหรือทรงพุ่ม

4.8     ระวังการทำลายของโรคแคงเคอร์หรือโรคใบจุดที่ใบอ่อนในฤดูฝน

4.9     หากดินเป็นกรด หรือแน่นแข็ง ควรใช้สารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ อัตรา 500 ซีซี/ไร่ ผสมไปกับระบบการจ่ายน้ำ(สปริงเกอร์) หรือผสมน้ำฉีดพ่นผิวดินรอบทรงพุ่มแล้วรดน้ำตามทันที(กรณีร่องสวน)

4.10  ปลูกซ่อมแซมต้นส้มที่ตายหรือไม่แข็งแรง โดยใช้พันธุ์ส้มที่สมบูรณ์แข็งแรง

4.11  หากแปลงปลูกอยู่ในสภาพที่โล่ง ใกล้นาข้าว ที่รกร้าง ควรรีบปลูกพืชล้อมที่หรือพืชกำบังลม ภายหลังจากที่ปลูกต้นส้มแล้ว

4.12  หากต้องการปลูกต้นไม้อื่นเป็นพืชเสริมรายได้ ให้เลือกชนิดที่เหมาะสมกับส้มที่ปลูก

5.        การดูแลและการทำงาน (ต้นอายุ 1-2 ปี)

5.1     ให้เริ่มสร้างทรงพุ่ม โดยมีลำต้นหลักเพียงลำต้นเดียวและมีกิ่งใหญ่ 3-5 กิ่ง

5.2     ควบคุมให้แตกยอดอ่อนเป็นรุ่นหรือเป็นชุดพร้อม ๆ กันตั้งแต่ต้นส้มอายุ 1 ปี

5.3     บังคับการแตกยอดอ่อนให้มีการแตกตาข้างมากกว่าการแตกตายอด (โดยการตัดแต่ง)

5.4     การแตกยอดสามารถบังคับให้เกิดได้ ทุก ๆ 50-55 วันโดยอาศัยวิธีการให้น้ำเป็นระยะ ๆ และฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)อัตรา 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ร่วมกับ ธาตุอาหารเสริมรวม คีเลท อัตรา 5-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 30-45 วันเพื่อกระตุ้นการแตกยอด และป้องกันการขาดธาตุอาหาร 

5.5     ขนาดของใบส้มควรได้มาตรฐาน ใบหนา สีเขียวเข้ม ไม่แสดงอาการขาดธาตุอาหารหลัก หรืออาหารรอง

5.6     การให้ปุ๋ยทางดินควรเริ่มปรับเป็นการให้ 60 วัน/ครั้ง และอาจให้สลับระหว่างปุ๋ยเคมี และ วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตร 25-7-7

5.7     เริ่มไว้ผล เมื่อต้นส้มอายุประมาณ 20-24 เดือน โดย "เว้นน้ำ" หรือ "กักน้ำ" และให้เริ่มผลิยอดพร้อมตาดอกในส้มรุ่นที่ 1 หรือ รุ่น 2 ส้มชุดแรก ๆ  เมื่อติดผล ควรปลิดผลทิ้งกะประมาณให้เหลือไว้ถึงตอนเก็บผลแค่ 3-5  กิโลกรัม/ต้น เพื่อไม่ให้ต้นโทรมเร็ว

5.8     ในการบังคับการแตกยอด อ่อนพร้อมดอกรุ่นแรก อาจใช้วิธีการกักน้ำให้ต้นส้มมีสภาพขาด น้ำในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ได้ จากนั้นจึง "ขึ้นน้ำ" โดยการค่อย ๆ เพิ่มการรดน้ำจนสู่ระดับปกติ  และรดน้ำอย่างเพียงพอเพื่อให้ต้นส้มผลิยอดอ่อนชุดใหม่

5.9     ความสูงของต้นส้มที่เริ่มการบังคับให้ออกดอกและติดผล ประมาณ 1.5-2.5 เมตร หรือเริ่มเก็บผลได้เมื่อต้นมีความสูงประมาณ 2-2.5 เมตร

6.        การดูแลการทำงาน (ต้นอายุ 3 ปีขึ้นไป)

6.1     การตัดแต่ง กิ่งต้นส้มให้ตัดแต่งกิ่งกระโดงที่ยาวและมีหนาม กิ่งบิดไขว้ กิ่งเป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย ควรเริ่มตัดแต่งได้เมื่อหมดฤดูฝน หรือในเดือนพฤศจิกายนหรือ เดือน ธันวาคม

6.2     หากต้นส้มแสดงอาการขาดธาตุอาหารรอง โดยเฉพาะธาตุสังกะสี ให้รีบแก้ไขโดยใช้ อาหารเสริม ซินค์ อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ 1-2 ครั้ง หรือฉีดในช่วงแตกใบอ่อนทุกครั้ง

6.3     ก่อนการบังคับการออกดอก (ในช่วงก่อนการเว้นให้น้ำหรือการกักน้ำ) ประมาณ 2 เดือน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 หรือ 15-30-15 หรือ 10-52-17 อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างน้อย 2 ครั้ง

6.4     บังคับให้ต้นแตกยอดอ่อนเป็นชุดพร้อม ๆกัน ในเดือน ธันวาคม ถึงเดือน มกราคม โดยการไม่ให้น้ำแก่ ต้นส้ม "เว้นน้ำ" หรือ "กักน้ำ" ในเดือนตุลาคม ถึงเดือน พฤศจิกายน ให้ต้นส้มมี ลักษณะใบแก่เต็มที่และแสดงอาการขาดน้ำประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจึง "ขึ้นน้ำ" โดย การรดน้ำค่อย ๆ เพิ่มน้ำให้แก่ต้นส้มอย่างเพียงพอจนต้นส้มฟื้นจากอาการขาดน้ำ ตามด้วยการฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) เพื่อให้ช่อใบและดอกสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

6.5     การให้ปุ๋ย ทางดินแก่ต้นส้ม ตั้งแต่อายุ 3 ปีเป็นต้นไป ควรพิจารณาความสมบูรณ์ของต้นส้มขนาดของใบ และผลของการวิเคราะห์ดินเป็นสำคัญ ในสภาพทั่ว ๆ ไป ช่วงทำใบให้ใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ 16-16-16 และสูตรที่เน้นตัวหน้าและหลังในช่วงติดผล  ร่วมกับ วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตราส่วน 1:1  เพื่อลดต้นทุน ทุก ๆ เดือน ในฤดูฝนไม่ควรใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจน (N) สูง และหากใบส้มมีขนาดใหญ่มาก อาจมีความจำเป็นในการเลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัส (P) และธาตุโปรแตสเซียม (K) สูงสลับ แทนบ้าง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินที่เป็นกรด)

6.6     การให้ปุ๋ยทางใบนั้น ให้ใช้ไบโอเฟอร์ทิลฉีดพ่นแต่ละช่วงของส้มตามคำแนะนำในเอกสาร  จะลดปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรู  ต้นมีสภาพสมบูรณ์ขึ้น ลดปัญหาผลส้มหลุดร่วงก่อนกำหนด อายุการให้ผลผลิตนานขึ้น

6.7     ควรฉีดพ่นธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท หรือ คีเลท  เดือนละ 1-2 ครั้ง  หรือในช่วงที่ติดผลมากแล้วใบส้มมีอาการขาด  ส้มก็จะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี 

6.8     การขึ้นน้ำหรือบังคับให้ต้นส้มผลิยอดอ่อนในปลายเดือนธันวาคม ถึง ต้นเดือนมกราคม สามารถใช้ปุ๋ยเคมีหรือวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ดอกส้มที่ได้ในเดือนนี้จะเป็นผลผลิต "รุ่น 1" ที่เก็บได้ในเดือนตุลาคม หรือ พฤศจิกายน ในปีถัดไป

7.        การผลิตส้ม รุ่นตรุษจีนและรุ่นสารัทจีน

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดผลของส้ม

7.1     อายุการเก็บเกี่ยวของผลส้ม เฉลี่ย 9-11 เดือน (มากน้อยแล้วแต่พันธุ์)

7.2     การผสมของดอกและผลของส้มโดยธรรมชาติจะมีเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างสูง

7.3     เพลี้ยไฟจัดเป็นศัตรูที่มีความสำคัญมากที่สุด และมีผลต่อการติดผลอ่อนของส้มโชกุน(รวมทั้ง ส้มสายพันธุ์อื่น)

7.4     การรบกวนการผสมเกสร ของดอกส้มโชกุน (รวมทั้งส้มชนิดอื่นๆ) ในวันดอกส้มบานที่จัดเป็น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดอกส้มและผลอ่อน (ภายหลังจากดอกบาน) ร่วง ได้แก่

7.4.1    ฝนตกในวันดอกส้มบาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเช้า)

7.4.2    รดน้ำหรือมีการให้น้ำ (อย่างมาก) แก่ต้นส้มในระยะดอกบาน

7.4.3    ฉีดพ่นสารเคมีเกษตรที่ไม่เหมาะสมแก่ต้นส้มในระยะดอกบาน

7.4.4    อากาศร้อนจัด (อุณหภูมิสูงเกิน 37-38 C) และความชื้นสัมพัทธ์ต่ำมาก

7.4.5    ดอกส้มไม่สมบูรณ์แข็งแรง ขนาดดอกเล็ก กลีบสั้น สีขาวหม่นหรือคล้ำ

7.4.6    การทำลายของเพลี้ยไฟโดยการดูดน้ำเลี้ยงที่ดอกตูมและดอกบาน

7.4.7    ต้นส้มมีสภาพไม่สมบูรณ์ เพราะเป็นโรคกรีนนิ่ง โรคทริสเตซ่า โรครากเน่าและโรคโคนเน่า โรคขาดธาตุอาหาร มักออกดอกจำนวนมาก แต่ติดผลน้อยหรือผลร่วงก่อนกำหนดง่าย

หมายเหตุ ให้ฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิล ตามคำแนะนำ ช่วงส้มแทงช่อและติดดอก จะทำให้ต้นติดดอกมา ขั้วเหนียว ปัญหาการหลุดร่วงลดลง

7.5     ต้นส้มที่ทรงพุ่มทึบมาก ใบมีขนาดใหญ่ผิดปกติ มีการแตกกิ่งก้านยาวและเป็นกิ่งกระโดง ลักษณะ เป็นเหลี่ยม มีหนามมาก จะออกดอกยากและจำนวนดอกต่อต้นน้อยผลส้มมักมีขนาดใหญ่เกินไป ผลมีน้ำหนักเบา เปลือกหนา เนื้อน้อยและมีรสจืด สาเหตุอาจเนื่องจากในดินมีธาตุไนโตรเจนสูง แนะนำให้ลดการใช้ปุ๋ยที่เน้นตัวหน้ามาก อาจเปลี่ยนใช้ปุ๋ยสูตรอื่น

7.6     ต้นส้มที่ ปลูกลึกและค่อนข้างลึก และมีระบบรากฝอยไม่สมบูรณ์แข็งแรง จำนวนรากน้อยหรือยู่ค่อนข้างลึกจากผิวดิน มักแสดงอาการขาดธาตุอาหารได้ง่ายและบ่อยทำให้ต้นส้มอาจติดผลน้อยหรือผลส้มมี ขนาดเล็กกว่าปกติ แนะนำให้ผสมไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นหรือราดที่ผิวดิน บริเวณรอบทรงพุ่มเพื่อกระตุ้นการแตกรากอ่อน ทำให้รากขึ้นมาดูดซึมธาตุอาหารที่ผิวดินได้ดีขึ้น

วิธีการบังคับการออกดอกรุ่นตรุษจีน
1. ตัดแต่งกิ่งกระโดงภายในทรงพุ้ม กิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรคหรือมีแมลงทำลาย ทันทีภายหลังจากการเก็บเกี่ยวเสร็จ ในเดือนมกราคม ถึง เดือนกุมภาพันธ์

2. ตัด/ดาย หรือควบคุมวัชพืช ให้เสร็จเรียบร้อย ภายในเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ โดยทำพร้อมๆ กับการ "เว้นน้ำ" หรือ "กักน้ำ" ต้นส้ม

3. ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์บริเวณรอบทรงพุ่มในปลายเดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน

4. สภาพต้นส้มก่อนหรือระหว่างการกักน้ำ ควรมีใบแก่  2  ชุด โดยไม่มีการผลิยอดอ่อนชุดใหม่   จึงจะทำให้ต้นส้มมีการสะสมอาหารเพียงพอต่อการออกดอก

5. ต้นส้มที่มีผลส้มบนต้น ให้รดน้ำแบบเว้นนํ้า คือ "ไม่เหี่ยวและไม่แตก" ส่วนต้นที่ไม่มีผลส้มบนต้น ให้ "กักน้ำ" โดยให้ต้นมีสภาพใบสลด

6. เมื่อต้นส้ม มีใบแก่เต็มที่และ/หรือ แสดงอาการขาดน้ำเล็กน้อย สังเกตจากใบเริ่มสลด) ให้ "ขึ้นน้ำ" โดยการใส่ปุ๋ยและฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิลตามคำแนะนำและรดน้ำให้แก่ต้นส้มเพื่อบังคับให้ผลิยอดและใบอ่อน ภายในเดือนมีนาคม หรืออย่างช้า ไม่ เกินเดือนพฤษภาคม

7. การ "ขึ้นน้ำ" เลือกใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) ให้แก่ต้นส้ม,และใช้ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลงฉีดพ่นเสริมทางใบและรดน้ำให้อย่าง เพียงพอสม่ำเสมอดอกส้มจะบานในราวสัปดาห์3-สัปดาห์ที่ 4ของการให้น้ำ

8. ดูแลรักษาใบส้ม ชุดนี้อย่าให้เกิดความเสียหายเนื่องจากการทําลายของเพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ และโรคแคงเคอร์ไบส้มชุดนี้ต้องสมบูรณ์ไม่แสดงอาการขาดธาตุอาหาร

9. หากต้นส้ม ผลิยอดอ่อนพร้อมดอกส้มได้ในเดือนมีนาคม ถึง เดือน พฤษภาคม จะเป็นผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งตลาดมีความต้องการ มาก และเป็นช่วงเวลาที่มีผลไม้ชนิดอื่น ๆ น้อย

วิธีการบังคับการออกดอกรุ่นสารัทจีน
1. ต้นส้มที่สามารถบังคับการออกดอกรุ่นสาร์ทจีนได้ ต้องมีผลส้มรุ่นที่ 1 (ส้ม) อยู่จำนวนน้อยหรือไม่มีผลส้มรุ่น 1

2. ต้องเป็นต้นส้มที่มีการแตกยอดอ่อนจำนวนมาก (หรือยอดอ่อนพร้อมดอก) เมื่อเดือนพฤษภาคม ถึง เดือน มิถุนายน

3. ต้องมีการบังคับให้ ต้นส้มแตกยอดอ่อนระหว่างปลายเดือน กรกฎาคม ถึงปลายเดือน สิงหาคม

4. สภาพต้นส้ม ก่อนหรือระหว่างการกักน้ำ ควรมีใบแก่  2  ชุด  โดยไม่มีการผลิยอดอ่อนชุดใหม่  จึงจะทำให้ต้นส้มมีการสะสมอาหารเพียงพอต่อการออกดอก

5. การควบคุมให้ต้นส้มแตกใบอ่อนจะใช้วิธีการ "กักน้ำ" และการฉีดพ่นปุ๋ยไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง)

6. เมื่อต้นส้มมีใบแก่เต็มที่ และ/หรือ แสดงอาการขาดน้ำ (เล็กน้อย) ให้ "ขึ้นน้ำ" โดยการใส่ปุ๋ยและรดน้ำให้แก่ต้นส้ม เพื่อบังคับให้ต้นส้มผลิยอดและดอก ภายในปลายเดือน กันยายน หรืออย่างช้า ไม่เกินต้นเดือนพฤศจิกายน

7. การ "ขึ้นน้ำ" วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) ให้แก่ต้นส้ม,และใช้ไบโอเฟอร์ทิล สูตรบำรุงต้น ไล่แมลงและรดน้ำให้เพียงพอ อย่างสม่ำเสมอดอกส้มจะบานในราวสัปดาห์ที่  3 - สัปดาห์ที่4  ของการขึ้นน้ำ

8. ดูแลรักษาใบส้ม ชุดนี้อย่าให้เกิดความเสียหายเนื่องจากการทำลายของ เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ และโรคแคงเกอร์ ใบส้มชุดนี้ต้องสมบูรณ์ไม่แสดงอาการขาดธาตุอาหาร

9. หากต้นส้ม ผลิยอดอ่อนพร้อมดอกส้มได้ในเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน จะเป็นผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนสิงหาคม ถึง ต้นเดือน กันยายน ซึ่งตลาดมีความต้องการมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของเทศกาลสาร์ทจีนและไหว้พระจันทร์

การรักษาคุณภาพที่ดีของผลส้ม
1.  ระมัดระวังการทำลายของเพลี้ยไฟตั้งแต่ระยะเริ่มผลดอก ระยะดอกอ่อน -ดอกตูม -กลีบ ดอกโรย ถึงระยะผลอ่อนอายุ 2 เดือน

2.  ระวังการทำลายของโรคสแค็บเมื่อผลส้มมีอายุ 2.5-3.5 เดือน

3.  ระวังการทำลายของไรแดง ไรเหลืองส้ม ตั้งแต่ผลอ่อนอายุ 2 - 4 เดือน

4.  ระวังการทำลายของโรคแคงเกอร์เมื่อผลส้มมีอายุ  3.5-5 เดือน(โดยเฉพาะในฤดูฝน)

5.  ระวังการทำลายของไรแดง ไรสนิม เมื่อผลส้มมีอายุ 7-9 เดือน

6. อย่าปล่อยให้ผลส้มติดผลมากเกินไป เพราะจะทำให้ผลส้มมีขนาดเล็กและขนาดผลไม่สม่ำเสมอ (ไม่มีเบอร์) จำนวนผลส้มต่อต้นควรเหมาะสมกับขนาดและอายุของต้นส้ม
7.  ให้ปุ๋ยหรือธาตุอาหารแก่ต้นส้มและผลส้ม ตั้งแต่ระยะเริ่มผลิยอดถึงก่อนการเก็บเกี่ยว  คือ

7.1     หลังเก็บเกี่ยว เริ่มผลิยอดอ่อน(ทางดิน ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  อัตรา 1 กก.ต่อต้น 2 ครั้ง ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอหรือ 25-7-7 อัตรา 0.5-1 กก.ต่อต้น 1 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 30-40 วัน) (ทางใบ  ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรบำรุงต้น ไล่แมลงอัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน)

7.2     ก่อนการบังคับการออกดอก (ในช่วงก่อนการเว้นให้น้ำหรือการกักน้ำ) ประมาณ 2 เดือน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 หรือ 15-30-15 หรือ 10-52-17 อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างน้อย 2 ครั้ง

            หมายเหตุ  ช่วงนี้สามารถงดใช้ ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 ที่ชาวสวนเคยใช้ประจำเพื่อสะสมได้

7.3     หลังติดผล (กลีบดอกโรย 1-2 สัปดาห์) (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น) (ทางใบ ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

7.4     ผลส้มอายุ 1.5-2 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 0.5-1 กิโลกรัมต่อต้น โดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7) (ทางใบ ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

7.5     ผลส้มอายุ 3-3.5 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น) (ทางใบ ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

7.6     ผลส้มอายุ 4.5-5 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม โดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตรที่เน้นตัวหน้าและหลัง เช่น15-5-20 หรือ 24-4-24 ) (ทางใบ ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

            หมายเหตุ ในส้มสายโชกุน อาจฉีดพ่นเสริมด้วย แคล-แม็ก อัตรา 20 ซีซี เพื่อป้องกันการแตกของผล

7.7     ผลส้มอายุ 6-6.5 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น) (ทางใบ ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ฉีดพ่นทุก ๆ 10-15 วัน)

            หมายเหตุ ในส้มสายโชกุน อาจฉีดพ่นเสริมด้วย แคล-แม็ก อัตรา 10-20 ซีซี เพื่อป้องกันการแตกของผล

7.8     ผลส้มอายุ 7.5-8 เดือน (ทางดิน  ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม ใส่วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์เกรดAAA ตรายักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง)  อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น) (ทางใบ ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรเร่งขนาดผลอัตรา 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร+ธาตุอาหารรองและเสริม คีเลท” อัตรา 5-10 กรัม ทุก ๆ 10-15 วัน)

            หมายเหตุ ในส้มสายโชกุน อาจฉีดพ่นเสริมด้วย แคล-แม็ก อัตรา 10-20 ซีซี เพื่อป้องกันการแตกของผล

            ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งความหวาน(0-0-50) เนื่องจากหากปฎิบัติตามข้างต้น ผลผลิตที่ได้จะมีน้ำหนักดี และรสชาติดีกว่าอยู่แล้ว

หมายเหตุ หากมีปัญหาเรื่องการรบกวนของแมลงวันทอง,หนอนแก้ว,หนอนชอนใบ,ประกบใบ,ผีเสื้อมวนหวาน ให้ใช้ ไบโอเฟอร์ทิล  สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง ฉีดพ่นสลับกับ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรเร่งขนาดผล จะช่วยลดปัญหาลงได้กว่า 30-90 เปอร์เซ็นต์(ผลที่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ข้างเคียงด้วยว่ามีการระบาดมากหรือไม่) และทำให้ส้มปลอดจากสารเคมีตกค้าง

8. ผลส้มที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบาและกากหยาบ มักเกิดการได้รับธาตุอาหารไม่สมดุล เช่น ใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจน (N) มาก หรือดินในพื้นที่นั้น มีไนโตรเจนสูง และได้รับธาตุอื่น ๆ ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะธาตุโปแตสเซียม (K) และธาตุแมกนีเซียม (Mg) ผลส้มที่มีรสขมมักเกิดการฉีดพ่นสารประกอบ คอปเปอร์บ่อยครั้งเกินไปหรือจำนวนมากเกินไปเมื่อผลส้มแก่ใกล้เก็บเกี่ยว

8. "รุ่น" ของส้มโชกุน

รุ่น

ผลิยอด/ดอกบาน

เดือนที่เก็บเกี่ยว

1(ส้มปก)

ธ.ค. -ม.ค./ ม.ค.-ก.พ.

ธ.ค. -ม.ค.

2 (ส้มตรุษจีน)

มี.ค. พ.ค./ เม.ย.

ก.พ. -มี.ค.

3 (ส้มเช็งเม้ง)

พ.ค./มิ.ย.

มี.ค. -เม.ย.

4 (ส้มสารัทจีน)

ต.ค./พ.ย.

ส.ค. -ก.ย.

9.  สาเหตุของการแตกของผลส้มโชกุนและการแก้ไข

การแตกของผลส้ม                 1. เกิดเมื่อผลส้มอายุ 5-7 เดือน และเกิดกับส้มรุ่น 1

2. เกิดมากในระหว่างเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม

3. เกิดมากในแปลงปลูกที่มีสภาพดินเป็นดินเหนียว

4. เกิดกับต้นส้มที่ปลูกจากกิ่งตอนมากกว่าส้มต้นตอ

5. เกิดมากกับแปลงปลูกที่ราบไม่ยกแนวร่องปลูก

สาเหตุของการแตก                1. ผลส้มได้รับน้ำ(ฝน)จำนวนมากเกินความต้องการ

2. เปลือกของผลส้มบางมาก

3. เปลือกของผลส้มด้านก้นผลบางกว่าด้านขั้วผล

4. ผลส้มมีแผลซึ่งเกิดจากการทำลายของโรค/แมลง

5. ต้นส้มอยู่ในสภาพซึ่งผ่านภาวะเครียดน้ำ

การป้องกันแก้ไข   1. ควรใส่ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยคอก หรือใช้ ยักษ์เขียว ภายหลังจากการเก็บส้มรุ่น 1 หมด

2. การใส่ปุ๋ยเคมีในเดือน ม.ค./ก.พ./มี.ค./เม.ย. ควรใช้ สูตรที่มีอัตราส่วน 4:1:1

3. ควรให้ธาตุอาหารเสริม แคลแม็กซ์(แคลเซียมโบรอน)+คีเลท เสริม ทุก ๆ 15 วัน

4. ป้องกันโรคสแค็บและแคงเคอร์ เมื่ออายุผล  2.5  และ  5  เดือน

5. ป้องการการทำลายของ มวนเขียว บนผลอายุ 4-6 เดือน
6. ห้ามตัดหรือดายหญ้าจนเตียน ในช่วงปลายเดือน ก.ค.-ส.ค.

7. ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงอายุผล  2-6  เดือน

8. ควรเลือกปลูกส้ม โดยใช้ต้นตอให้เหมาะสมกับดิน/ชนิดส้ม

9. ควรฉีดพ่นปิโตรเลี่ยมออล์ย/ไวท์ออยในช่วงอายุผล4-6เดือน

http://phkaset.com/userfiles/SANY0168-400.jpg

ข้อเปรียบเทียบหลังจากปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น(เห็นผลชัดเจนตั้งแต่ 2-6 เดือน)      

1.    ส้มจะบังคับดอกง่าย ขั้วดอก,ผล เหนียว ต้นไม่โทรมแม้แบกผลผลิตมาก อายุการให้ผลผลิตจะมากกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อใช้เป็นประจำ (3-4 ครั้ง ขึ้นไป) จะสังเกตได้ว่าแมลงศัตรูพืชที่เข้ามารบกวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจำพวกผีเสื้อกลางคืนซึ่งเป็นตัวแม่ของหนอนชนิดต่าง ๆ รวมถึงแมลงวันทอง และด้วงกัดกินใบ  ทำให้ประหยัดต้นทุนยากำจัดศัตรูพืช และลดความเสียหายได้ดีกว่า  (ในพื้นที่ที่มีการระบาดมาก หากใช้ไบโอเฟอร์ทิล ฉีดร่วมกับยากำจัดศัตรูพืช ก็จะทำให้สามารถคุมและป้องกันการเข้าทำลาย ได้นานขึ้น)

2.    ใบพืชเงาเป็นมัน อายุใบนานขึ้นทำให้ต้นไม่สูญเสียอาหารในการสร้างใบใหม่ (ไบโอเฟอร์ทิล เป็นสารธรรมชาติ ไม่กัดผิวใบทำให้ใบด้านเหมือนการใช้เคมีอย่างเดียว)

3.    ผิวส้มเนียนเป็นมันกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้  เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ

4.    เมื่อใช้ตามคำแนะนำ  เนื้อผลมีรสชาติเข้มข้นดีกว่าแปลงที่ใช้เคมีอย่างเดียว

5.    สุขภาพผู้ปลูกดีขึ้น เนื่องจาก สัมผัสหรือจับต้องสารเคมีน้อยลง

6.    การใช้ ยักษ์เขียว  ร่วมด้วยเป็นประจำ  จะทำให้ต้นทุนปุ๋ยและสารทางดินต่อชุดการผลิต ลดลงได้ประมาณ 30-50 % โดยที่ผลผลิตที่ได้ยังเป็นปกติหรือดีกว่าเดิม และสังเกตได้ว่าสารอินทรีย์ในเนื้อปุ๋ยทำให้สภาพดินดีขึ้น  ดินโปร่ง อุ้มน้ำได้ดี  ต้นทนแล้งได้ดีขึ้น  และพืชตอบสนองต่อการให้ปุ๋ยทางดินดีกว่าเดิม ในระยะยาวปัญหาเรื่องโรคทางดินน้อยกว่าแปลงข้างเคียงที่ไม่ได้ใช้ ผลในทางอ้อม  เนื่อง จาก ยักษ์เขียว เป็นสารอินทรีย์แท้ จึงกระตุ้นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้ย่อยปุ๋ย(เคมี)ที่ตกค้างในดินทำให้ รากพืชสามารถดูดซึมกลับไปใช้ได้ ธาตุอาหารในดินจะสมดุลมากกว่า