เมนูหลัก
สมาชิก

สินค้ามาใหม่

แมกนีเซียมคีเลท

แมกนีเซียมคีเลท

อาหารรอง "แมกนีเซียมชนิดเข้มข้นพิเศษ “แมกซ์” สูตรเร่งใบเขียว เพิ่มการสังเคราะห์แสง คุณสมบัติ : เป็นธาตุอาหารรองในรูปคีเลท ใช้ฉีดพ่นได้ทุกช่วงของพืช ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์แสงของใบพืช เร่งใบเขียว บำรุงต้น

  250.00  บาท

กลุ่มบริษัทภควัต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต

เทคนิคการปลูกองุ่น

แผนการปฏิบัติงานเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ
สําหรับสวนองุ่นตั้งแต่การเริ่มปลูก-การทำผลผลิตคุณภาพ
1.  การเตรียมหลุมปลูก
เมื่อเตรียมดินจนอยู่ในสภาพดีและจึงขุดหลุมปลูก โดยหลุมปลูกมีขนาด กว้าง-ยาว-ลึก 50-100 เซนติเมตร แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์และสภาพของดิน ถ้าดินดีร่วนซุยหลุมก็ขุดขนาดเล็กได้ ถ้าสภาพดินไม่ดีขาดธาตุอาหารต่าง ๆ ก็ควรขุดหลุมปลูกให้โตเพื่อจะได้ปรับปรุงสภาพดินในหลุมปลูกให้ดีขึ้น ดินที่ขุดขึ้นมา ให้แยกเป็นสองกองคือ   ดินชั้นบนกองหนึ่ง ดินชั้นล่างอีกกองหนึ่ง ตากดินให้แห้งแล้วผสมดินด้วย วัสดุปรับปรุงดินเกรด AAA  “ตรายักษ์เขียว” สูตรเข้มข้นพิเศษ (แถบทอง) อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อหลุม แล้วจึงกลบลงในหลุมตามเดิม โดยเอาดินชั้นบนกลบลงก้นหลุมและดินชั้นล่างกลบไวดานบนเสร็จแล้วรดน้ำให้ ดินยุบตัวเสียก่อนจึงลงมือปลูก   การปลูกแบบที่ดอนนี้ การขุดหลุมปลูกให้ขุดเป็นแนวเส้นตรงไปตลอดแนวความยาวของพื้นที่ระยะระหว่างหลุม 3.00-3.50 เมตร และระยะระหว่างแถวให้เว้นห่างพอสมควร เพื่อความสะดวกในการเข้าไปปฏิบัติงานต่างๆ คือประมาณ 4.00-5.00 เมตร
2.  วิธีปลูก
เมื่อเตรียมหลุมปลูกเสร็จแล้วทำหลุมเล็ก ๆ  ในหลุมนั้น นำกิ่งลงปลูก กลบดินโดยรอบให้แน่น  รดน้ำให้ชุ่ม ปักไม้รวกติดๆ ต้น ผูกกิ่งองุ่นกับหลักไม้รวกให้แน่น หลังจากปลูก ถ้าฝนไม่ตกให้รดน้ำทุกวันและใช้ ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร รดบริเวณรอบหลุมที่ปลูกพอเปียก ทุก ๆ เดือน เดือนละครั้ง จะทำให้ต้นองุ่นฟื้นตัวเร็ว และช่วยปรับสภาพดินได้รวดเร็ว(โดยเฉพาะในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ) ทำให้องุ่นแตกรากอ่อนได้ดี เจริญเติบโตดี ไว้ผลได้เร็วขึ้น และช่วยป้องกันแมลงศัตรูเข้าทำลาย  ช่วงที่มีฝนตกค่อนข้างหรือในฤดูฝน ควรฉีดยาป้องกันโรคและเชื้อราเป็นครั้งคราว
3.  การแต่งทรงต้น
การปลูกต้นองุ่นนั้นควรมีไม้รวกปักขนาบกับกิ่ง และคอยผูกเชือกให้ต้นแนบไม้อยู่ตลอดเวลา  ทั้ง นี้เพื่อบังคับให้ต้นตั้งตรง เมื่อต้นองุ่นเติบโตจนยอดสูงถึงระดับค้างหรือเสมอระดับลวดที่ขึงไว้ จึงทำการแต่งทรงต้น วิธีทำ คือ เด็ดยอดองุ่นที่สูงกว่าระดับลวด หลังจากนั้นต้นองุ่นจะแตกตาออกมา 2 ตา  ตรงข้ามกัน ซึ่งจะเอาไว้ทั้ง 2 กิ่ง หรือกิ่งเดียวก็ได้ ถ้าเอาไว้สองกิ่งให้จัดกิ่งทั้งสองอยู่ตรงข้ามกัน การไว้  2 กิ่ง มักพบปัญหาว่า กิ่งทั้งสองเติบโตไม่เท่ากัน ทำให้การกระจายของผลไม่สม่ำเสมอกัน จึงมักนิยมไว้กิ่งเพียงกิ่งเดียว คือ หลังจากที่เด็ดออก กิ่งที่คงไว้ทุกต้นให้จัดกิ่งให้หันไปทางเดียวกันคือหันไปทางหัวแปลงหรือทาง ทายแปลงในทิศทางเดียวกันเหมือนๆ กัน ทุกต้น ซึ่งเมื่อต้นเติบโตเต็มที่ กิ่งของต้นหนึ่งจะไปจรดโคนกิ่งของต้นถัดไปพอดี หรือเกยทับกันบ้าง  หลังจากที่จัดกิ่งให้หันไปในทิศที่ต้องการแล้ว พอกิ่งนั้นยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ให้เด็ดยอดออกกิ่งจะแตกตาใหม่ เติบโตเป็นกิ่งใหม่ 2 กิ่ง ให้คงเหลือไว้ทั้งสองกิ่ง และเมื่อกิ่งใหม่ยาวประมาณ  50 เซนติเมตร ก็เด็ดยอดอีก และเหลือไว้ทั้ง 2 กิ่งเช่นเดียวกัน ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกิ่งองุ่นเต็มค้างจึงหยุดการตัดยอด   ใน ระหว่างที่เด็ดยอดให้กิ่งแตกใหม่นั้น จะต้องจัดกิ่งให้กระจายให้เต็มค้างอย่างทั่วถึง อย่าให้ทับกันหรือซ้อนกันมาก จัดให้กิ่งอยู่บนค้างเสมอ อย่าให้กิ่งตั้งชี้ฟ้า หรือห้อยย้อยลง  ซึ่งเมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว  การดูแลรักษา และตัดแต่งกิ่งในครั้งต่อ ๆ  ไป จะทำได้สะดวก
 
การดูแลบำรุงรักษาองุ่นในช่วงต่าง ๆ
ระยะตั้งแต่ปลูก - ช่วงแต่งทรงต้น (ระยะ “เลี้ยงเถา” ตั้งแต่เริ่มปลูก 1 - 6 เดือนแรก)
1.    ให้ น้ำอย่างสม่ำเสมอ ถ้าขาดน้ำต้นองุ่นจะชะงักการเติบโต ไม่สมบูรณ์แข็งแรง ทำให้ขึ้นค้างได้ช้า ถ้าฝนไม่ตก ควรรดน้ำให้ทุกวัน
2.    ปุ๋ยทางดิน  ใส่ วัสดุปรับปรุงดิน เกรดAAA ยักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม สลับกับการใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7  อัตรา 200-300 กรัมต่อต้น(1-2 กำมือ)  ใส่สลับกันทุก ๆ 30 - 45 วัน  เพื่อให้ต้นองุ่นสมบูรณ์แข็งแรง  ดูด ซึมปุ๋ยได้ดี โดยการใส่ครั้งแรกมักใส่หลังจากปลูกได้ 1 เดือน วิธีใส่ให้หว่านปุ๋ยรอบ ๆ ต้น พร้อมพรวนดินรอบ ๆ ต้นบาง ๆ อย่างระมัดระวัง เพราะรากองุ่นส่วนใหญ่จะอยู่ตื้น ๆ  และ เมื่อพรวนดินแล้ว หรือหว่านปุ๋ยแล้วควรรดน้ำทันทีให้ปุ๋ยละลายซึมลงในดิน และอย่ารดจนโชกจนน้ำไหลออกจากแปลง จะชะพาปุ๋ยออกไปจากแปลงหมด
3.    ปุ๋ยทางใบ  ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 30-50 ซีซี ร่วมกับการใช้ อาหารเสริมรวมสูตรคีเลท “คีเลท” อัตรา 5-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 14-21 วัน จะทำให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี ช่วยต้านทานโรคและแมลงเข้าทำลาย  และในช่วงฤดูฝน ควรฉีดพ่นยาป้องกันโรคและเชื้อรา เป็นช่วง ๆ  เพื่อป้องกันการระบาดของโรค
ระยะหลังปลูกต้นอายุ 6-12 เดือน
1.     ปุ๋ยทางดิน  ใส วัสดุปรับปรุงดิน เกรดAAA ยักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กิโลกรัม ร่วมกับการใช้ปุ๋ยสูตร 25-7-7  หรือสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 300-500 กรัมต่อต้น(2-3 กำมือ)  ใส่สลับกันทุก ๆ 30 - 45 วัน วิธีใส่ก็แบบเดียวกัน  แต่หว่านให้วงกว้างขึ้น เพื่อดึงดูดให้รากกระจายตัวเพื่อหาอาหาร
2.    ปุ๋ยทางใบ  ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 30-50 ซีซี ร่วมกับการใช้ อาหารเสริมรวมสูตรคีเลท “คีเลท” อัตรา 5-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 14-21 วัน เป็นระยะตามคำแนะนำ จะทำให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี ป้องกันแมลงเข้าทำลาย
ระยะก่อนการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้เกิดดอกเกิดผล ประมาณ 7-10 วัน
ปุ๋ยทางดิน ใส่ปุ๋ยเร่งการแตกตาแตกกิ่งอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ประมาณ 1-2 กำมือ ต่อต้น หว่านปุ๋ยให้ทั่วแปลงรดน้ำให้ชุม 1-2 ครั้ง เพื่อให้เม็ดปุ๋ยละลายดี หลังจากนั้นจะไม่รดน้ำอีกเลยจนกว่าจะตัดแต่งกิ่งเสร็จ
ปุ๋ยทางใบ ใช้ปุ๋ยเกร็ด 0-52-34 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นประมาณ 2-3 ครั้งเว้นระยะห่าง 7-10 วัน เพื่อเร่งใบแก่และสะสมอาหาร หลังฉีดพ่นครั้งสุดท้ายแล้ว จึงเริ่มเว้นน้ำและตัดแต่งกิ่ง(พรุนใบ)
การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ออกดอก
ต้นองุ่นที่นำมาปลูกในบ้านเรานั้น ถ้าไม่ตัดแต่งแล้วจะไม่ออกดอกหรือออกเพียงเล็กน้อย ให้ผลที่ไม่สมบูรณ์ การจะให้องุ่นออกดอกได้ต้องตัดแตงกิ่งหลังจากที่ให้ต้นองุ่นพักตัวอย่าง เต็มที่แล้ว อายุการตัดแต่งให้ออกดอกครั้งแรก หรือมีดแรก ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น อายุของต้น และพันธุ์ เป็นหลัก  เช่น
-      องุ่นพันธุ์ คาร์ดินาล ตัดแต่งได้เมื่ออายุ 9-10 เดือน หลังจากปลูกในแปลงจริง
-      องุ่นพันธุ์ไวท์มาละกา ตัดแต่งได้เมื่ออายุ 11-12 เดือน หลังจากปลูกในแปลงจริง
กิ่งที่จะตัดแต่งเพื่อให้ออกดอก จะต้องเป็นกิ่งที่แก่จัด กิ่งเป็นสีน้ำตาล ใบแก่จัด ดังนั้นก่อนการตัดแต่งจะต้องใส่และฉีดพ่นปุ๋ยสะสมอาหาร หลังจากนั้นงดให้น้ำ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นองุ่นพักตัวอย่างเต็มที่ การตัดแต่งให้ใช้กรรไกรตัดกิ่งให้สั้นลง ความยาวของกิ่งที่เหลือขึ้นอยู่กับพันธุ์องุ่นด้วย  เช่น
1.    พันธุ์คาร์ดินาล ให้ตัดสั้นเหลือเพียง 3-4 ตา
2.    พันธุ์ไว้ท์มาละกา ให้ตัดสั้นเหลือ 5-6 ตา
3.    พันธุ์ลูสเพอเรส ตัดให้สั้นเหลือ 7-12 ตา
กิ่ง ที่ตัดออกให้รีบนำออกจากแปลงปลูก ไปเผาทิ้งหรือฝังเสีย อย่าปล่อยทิ้งไว้ใต้ต้น จะเป็นที่อยู่อาศัยของโรคแมลงต่าง ๆ ที่จะเข้าทำลายองุ่นได้  เมื่อตัดแต่งกิ่งจนหมดทั้งแปลงแล้ว จึงให้น้ำแก่ต้นองุ่น และให้ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร  ทุก ๆ 5-7 วัน(ประมาณ 3 ครั้ง) องุ่นจะเริ่มแตกกิ่งใหม่ จะได้ช่อดอกที่สมบูรณ์ เปอร์เซ็นต์การติดผลสูง
 
การปฏิบัติและดูแลรักษาผลผลิตองุ่น
 1. การตบแต่งกิ่งและการจัดกิ่ง
หลัง การตัดแต่งกิ่ง องุ่นจะแตกกิ่งใหม่ออกมามากมาย มีทั้งกิ่งที่มีช่อดอก กิ่งที่มีแต่ใบอย่างเดียวและกิ่งแขนงเล็กๆ อีกมากมาย พวกกิ่งแขนงเล็กให้เด็ดออกให้หมดเหลือไว้เฉพาะกิ่งที่มีช่อดอก และกิ่งที่มีแต่ใบอย่างเดียวที่เป็นกิ่งขนาดใหญ่เท่านั้น นอกจากนี้ใบที่อยู่โคนๆ กิ่งก็ให้เด็ดออกด้วย เพื่อให้โปร่งไม่ทึบเกินไปเมื่อตบแต่งกิ่งแล้ว และเห็นว่ากิ่งยาวพอสมควร ให้จัดให้กิ่งอยู่บนค้างอย่างเป็นระเบียบกระจายกันอยู่เต็มค้าง ไม่ทับซ้อนกัน หรือก่ายกันไปมา เพราะกิ่งที่แตกออกมาใหม่จะแตกออกทุกทิศทุกทางเกะกะไปหมด วิธีจัดกิ่งคือ โน้มกิ่งให้มาพาดอยู่บนลวด แล้วผูกมัดด้วยเชือกกล้วย หรือใบกล้วย แห้งที่ฉีดเป็นริ้ว ๆ ไม่ให้มีกิ่งที่ชี้ขึ้นมาด้านบน หรือห้อยย้อยลงข้างล่าง เพราะจะไม่สะดวกในการปฏิบัติงานเวลาจัดกิ่งต้องระมัดระวังอย่าให้กระทบ กระเทือนช่อดอก เพราะจะฉีกขาดเสียหายได้ง่าย พยายามจัดให้ช่อดอกห้อยลงใต้ค้างเสมอ เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงานต่างๆ  ในสวน
 
2. การปลิดช่อ
หลังจากจัดกิ่งเรียบร้อยแล้ว ช่อดอกจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งต้นองุ่นอาจให้ช่อดอกมากเกินไป  ถ้า ปล่อยไว้ทั้งหมด ต้นจะเลี้ยงไม่ไหว ทำให้ต้นโทรมเร็ว คุณภาพของผลไม่ดีเท่าที่ควร ฉะนั้นถ้าเห็นว่ามีช่อดอกมากเกินไปให้ปลิดออกเสียบ้าง การปลิดช่ออาจทำตั้งแต่กำลังเป็นดอกอยู่ก็ได้ แต่ไม่ค่อยนิยมเพราะไม่แน่ว่าช่อที่เหลือจะติดผลดีหรือไม่ ทางที่ดีควรปลิดช่อที่ติดเป็นผลเล็กๆ แล้ว โดยเลือกปลิดช่อที่เห็นว่ามีขนาดเล็กรูปทรงของช่อไม่สวย ติดผลไม่สม่ำเสมอ มีแมลงทำลาย เป็นต้น และให้ช่อดี ๆ ที่เหลือไว้กระจายอยู่ทั่วทุกกิ่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่มากหรือน้อยที่ด้านใดด้านหนึ่งของต้น
 
3. การปลิดผล
องุ่น ที่ปลูกกันอยู่ปัจจุบันในบ้านเรามักติดผลแน่นมาก ถ้าไม่ช่วยปลิดผลออกเสียบ้าง ผลในช่อจะแน่นเกินไป ทำให้ผลที่ได้มีขนาดเล็ก ๆ คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร หรือเบียดเสียดกันจนผลบิดเบี้ยวทำให้ดูไม่สวยงาม ไม่ชวนซื้อ จำเป็นต้องช่วยปลิดผลในช่อออกบ้างให้เหลือพอดีๆ ไม่แน่นเกินไปหรือโปร่งเกินไป การปลิดผลออกจากช่อมักทำ 1-2 ครั้ง เมื่อผลโตพอสมควร ผลองุ่นอ่อนที่ตัดออกมาเอาไปดองไว้ขายได้ วิธีปลิดผลให้ใช้กรรไกรขนาดเล็กสอดเข้าไปตัดที่ขั้วผล อย่าใช้มือเด็ดหรือดึง เพราะจะทำให้ช่อผลช้ำเสียหาย ฉีกขาด และมีส่วนของเนื้อผลผลิตอยู่ที่ขั้ว ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย
ข้อควรระวัง เมื่อองุ่นติดผลแล้ว ผู้ที่จะเข้าไปปฏิบัติงานในสวนต้องสวมหมวกหรือโพกศีรษะเสมออย่าให้เส้นผมไป โดนผลองุ่น จะทำให้ผลองุ่นเน่าเสียหายได้
 
4.  การใช้ฮอร์โมนยืดช่อ
    สารฮอร์โมนที่ใช้ในการยืดช่อผลขยายขนาดของผล คือสาร “จิบเบอร์เรลลิน” ซึ่ง มีขายในท้องตลาดในชื่อต่าง ๆ กัน การใช้สารนี้ในแต่ละแห่งถ้ายังไม่เคยใช้ ควรใช้ทดลองในจำนวนน้อยก่อนป้องกันการเสียหายอัตราที่เคยทดลองได้ผลดีใน องุ่นพันธุ์ไวท์มาละกาและพันธุ์ลูสเพอร์เลส คือ 50 พีพีเอ็ม(หมายถึงมีตัวยา 50 ส่วนในน้ำ 1 ล้านส่วน) หรือ ทดลองใช้ในอัตราที่กำหนดไว้ในฉลาก ขณะเดียวกันอาจทดลองใช้ในอัตราที่มากกว่าและน้อยกว่าที่กำหนดไว้ กับองุ่นจำนวนไม่มากนัก เพื่อเปรียบเทียบกันว่าอัตราใดจะเหมาะสมที่สุดในแปลงปลูกของเรา  การใช้ฮอร์โมนมักใช้ 1-2 ครั้ง คือครั้งแรกหลังจากดอกบาน 3-7 วัน (ดอกบาน หมายถึงดอกบาน 80 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด โดยดอกองุ่นจะบานจากโคนช่อไปหาปลายช่อ เมื่อเห็นว่าดอกบานไปจนเกือบจะสุดปลายช่อ หรือประมาณ 4 ใน 5 ของความยาวของช่อ) ส่วนครั้งที่ 2 อาจให้
หลังจากครั้งแรกประมาณ 7 วัน
วิธีใช้  การใช้สารฮอร์โมนนี้ อาจใช้วิธีฉีดพ่นไปที่ช่อดอก ช่อผล ซึ่งแม้จะโดนใบก็ไม่มีผลแต่อย่างไรแต่วิธีนี้จะสิ้นเปลืองน้ำยามาก และอาจโดนช่อองุ่นไม่ทั่วถึงทั้งช่อ วิธีที่นิยมกัน คือ  วิธี ชุบช่อดอก ช่อผล ซึ่งประหยัดน้ำยาได้มากกว่า วิธีการก็ทำง่ายๆ แต่อาจเสียแรงงานมากกว่า อุปกรณ์ง่ายๆ สำหรับการชุบฮอร์โมน คือ หาถุงพลาสติกขนาดโตพอที่จะสวมช่อองุ่นได้มา 2  ใบ ใบที่หนึ่งใส่น้ำธรรมดาลงไปประมาณ ครึ่งถุง เอาถุงใบที่มีฮอร์โมนสวมลงไปในถุงใบที่มีน้ำ จัดปากถุงให้เสมอกัน แล้วพับตลบปากถุงให้กว้าง แล้วสวมเข้าไปที่ช่อองุ่น บีบฝ่ามือน้ำยาก็จะทะลักขึ้นมาด้านบนทำให้เปียกทั้งช่อแล้วเปลี่ยนไปชุบช่อ ต่อ ๆ ไป เวลาที่ใช้ในการชุบช่อแต่ละช่อเพียงอึดใจเดียว คือเมื่อบีบถุงน้ำยาทะลักขึ้นไปโดนช่อแล้วก็คลายมือที่บีบแล้วนำถุงน้ำยาออก ทันที  เมื่อชุบช่อไปได้สักพักน้ำยาในถุงจะพร่องลงก็เติมลงไปใหม่ให้ได้ระดับเดิม คือ ประมาณครึ่งถุงตลอดเวลา
ข้อที่ควรระวังของการใช้  ฮอร์โมนแบบชุบช่อนี้ก็คือ เป็นโอกาสทำให้โรคต่าง ๆ   ที่ช่อระบาดจากช่อหนึ่งไปยังช่ออื่น ๆ  ได้ง่าย ถ้าเป็นช่วงที่โรคกำลังระบาดอยู่ควรเติมยากันราลงไปในน้ำยาฮอร์โมนนั้นด้วย
 
5.  สรุปการให้ปุ๋ยและอาหารเสริมในแต่ละช่วง
หลังเก็บเกี่ยว 
ทางดิน  ใส่ วัสดุปรับปรุงดิน เกรดAAA ยักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตรา 1 กิโลกรัม เพื่อฟื้นฟูต้นและปรับสภาพดินให้ดี
    ทางใบ     ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 30 ซีซี + อาหารเสริมรวม "คีเลท" อัตรา 5 กรัม /น้ำ 20 ลิตร ทุก  10-15  วัน(ประมาณ 5 ครั้ง) เพื่อบำรุงต้น กระตุ้นให้ต้นองุ่นสมบูรณ์ พร้อมที่จะทำผลผลิตในชุดต่อไปได้เร็ว
ก่อนตัดแต่งกิ่งเพื่อทำช่อดอก(ก่อนพรุน) 
    ทางใบ     ก่อนตัดแต่งประมาณ 30 วัน  ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 อัตรา 40-50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร   ทุก ๆ 7 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อเร่งใบและกิ่งองุ่นให้แก่เสมอกัน(กิ่งเป็นสีน้ำตาล) และทำให้องุ่นสะสมอาหารที่ตา
หลังตัดแต่งกิ่ง(หลังพรุน)
ทางใบ  ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรบำรุงต้น ไล่แมลง) อัตรา 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก  5-7  วัน(ประมาณ 3-4 ครั้ง) + อาหารเสริมรวม "คีเลท" อัตรา 5 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ทุก  7-14  วัน  เพื่อกระตุ้นช่อดอก ทำให้ดอกสมบูรณ์ ติดผลมาก ขั้วเหนียว ไม่ร่วง ทนต่อสภาพอากาศและแสงแดด
เมื่อติดผลขนาดเท่าหัวไม้ขีด-เก็บเกี่ยว
ทางดิน  ใส่ปุ๋ยสูตรที่เน้นตัวหน้าและหลัง เช่น 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียง + วัสดุปรับปรุงดิน เกรดAAA ยักษ์เขียว สูตรเข้มข้นพิเศษ(แถบทอง) อัตราส่วน 1:1   หว่านตามแนวขนานต้น ต้นละ 2-3 กำมือ เดือนละ 1 ครั้ง หรือ ทุก ๆ 20 วัน
ทางใบ    ฉีดพ่น ไบโอเฟอร์ทิล(สูตรเร่งขนาดผล) อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก  7-14 วัน + อาหารเสริมรวม "คีเลท" อัตรา 5 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ทุก  7-14  วัน
ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 30-45 วัน ให้ฉีดพ่น ปุ๋ยสูตร 13-0-46 อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร + แคล-แม็ก(แคลเซียมโบรอน) อัตรา 10-15 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 10 วัน
การใส่ปุ๋ยอื่น ๆ เพื่อปรับสภาพดิน
1.    หลังเก็บเกี่ยวเสร็จ ให้ใช้ สารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ อัตรา 500 ซีซีต่อไร่ ให้ไปกับน้ำ เพื่อลดความเป็นกรดในดิน ทำให้ดินมีสภาพกรด-ด่าง เหมาะสมกับรากขององุ่น
 
6. การให้น้ำ
หลังจากการตัดแต่งแล้วต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้ดินแห้งได้ โดยเฉพาะช่วงตัดแต่งใหม่ๆ  ต้น องุ่นจะไม่มีใบเหลืออยู่เลย แดดจะส่องถึงโคนต้นโดยตรงทำให้ดินแห้งเร็ว ในช่วงนี้ ถ้าฝนไม่ตกต้องรดน้ำให้ทุกวัน หลังจากที่องุ่นเริ่มแตกใบหนาแน่นขึ้น การให้น้ำก็ห่างออกไปได้ โดยให้สังเกตจากดินในแปลงอย่าให้ดินแห้งมากเป็นใช้ได้ การให้น้ำจึงเป็นงานประจำที่ต้องทำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ จนถึงระยะผลที่จะแก่จึงงดให้น้ำ(ประมาณ 3-4 วันก่อนเก็บ) เพื่อผลองุ่นที่ได้จะมีคุณภาพดี ไม่เน่าเสียเร็ว และเก็บไว้ได้นาน
7. การเก็บผลองุ่น
การเก็บผลองุ่นเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกอันหนึ่ง ทั้งนี้เพราะองุ่นเป็นผลไม้ที่เรียกว่า บ่มไม่ได้  กล่าวคือ เมื่อเก็บมาจากต้นเป็นอย่างไร ก็จะยังคงสภาพอยู่เช่นนั้น ไม่หวานขึ้นอีก ไม่สุกมากขึ้นอีกแล้ว  การ เก็บผลองุ่นจึงต้องเก็บในช่วงที่เหมาะสม ผลแก่เต็มที่ และไม่แก่เกินไป ผลองุ่นที่ยังไม่แก่เต็มที่จะมีรสเปรี้ยว ฝาด คุณภาพ ของผลไม่ดี สีไม่สวย สวนผลองุ่นที่แก่เกินไปจะหวานจัดเกินไป เน่าง่าย เก็บไว้ไม่ได้นาน ผลหลุดร่วงง่าย 
8. การพักตัวของต้นองุ่น
หลังจากที่เก็บผลองุ่นจนหมดแล้ว จะต้องปล่อยให้ต้นองุ่นพักตัว และให้ปุ๋ยบำรุงต้นระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้ต้นองุ่นรับธาตุอาหารและสะสมไว้ในต้น เพื่อให้ดอกให้ผลในครั้งต่อไป ช่วงที่ให้ต้นองุ่นพักตัวนี้ นับว่าเป็นช่วงที่สำคัญอีกช่วงหนึ่ง มีผลต่อการให้ดอกให้ผลในคราวต่อไปมาก ถ้าระยะพักตัวสั้นและไม่ได้บำรุงปุ๋ยให้กับต้นตามที่แนะนำ เพื่อฟื้นฟูสภาพจากการแบกผลผลิต  ก็จะทำให้ผลผลิตในคราวต่อไปก็จะน้อยลง ต้นจะทรุดโทรมเร็ว ให้ผลผลิตได้ไม่นานต้นก็จะโทรมและตาย  สำหรับระยะเวลาในการพักตัวก็แตกต่างกันออกไปตามพันธุ์ เช่น พันธุ์ไวท์มาละกา พันธุ์ลูสเพอรเลส ควรให้พักตัว 1-2 เดือน ส่วนพันธุ์คาร์ดินาล ให้พักตัวน้อยกว่านี้ได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่า 20 วัน  
 
ข้อเปรียบเทียบหลังจากใช้ไบโอเฟอร์ทิล ตามคำแนะนำเป็นประจำ     
1.    องุ่นจะบังคับดอกง่าย ขั้วดอก,ผล เหนียว ต้นไม่โทรมแม้แบกผลผลิตมาก อายุการให้ผลผลิตจะมากกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อใช้เป็นประจำ (3-4 ครั้ง ขึ้นไป) จะสังเกตได้ว่าแมลงศัตรูพืชที่เข้ามารบกวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจำพวกผีเสื้อกลางคืนซึ่งเป็นตัวแม่ของหนอนชนิดต่าง ๆ รวมถึงแมลงวันทอง และด้วงกัดกินใบ  ทำให้ประหยัดต้นทุนยากำจัดศัตรูพืช และลดความเสียหายได้ดีกว่า  (ในพื้นที่ที่มีการระบาดมาก หากใช้ไบโอเฟอร์ทิล ฉีดร่วมกับยากำจัดศัตรูพืช ก็จะทำให้สามารถคุมและป้องกันการเข้าทำลาย ได้นานขึ้น)
2.    ใบพืชเงาเป็นมัน อายุใบนานขึ้นทำให้ต้นไม่สูญเสียอาหารในการสร้างใบใหม่ (ไบโอเฟอร์ทิล เป็นสารธรรมชาติ ไม่กัดผิวใบทำให้ใบด้านเหมือนการใช้เคมีอย่างเดียว)
3.    เมื่อใช้ตามคำแนะนำ  เนื้อผลมีรสชาติเข้มข้นดีกว่าแปลงที่ใช้เคมีอย่างเดียว
4.    สุขภาพผู้ปลูกดีขึ้น เนื่องจาก สัมผัสหรือจับต้องสารเคมีน้อยลง
5.    การใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ “ยักษ์เขียว”  ร่วมด้วยเป็นประจำ  จะทำให้ต้นทุนปุ๋ยและสารทางดินต่อชุดการผลิต ลดลงได้ประมาณ 30-50 % โดยที่ผลผลิตที่ได้ยังเป็นปกติหรือดีกว่าเดิม และสังเกตได้ว่าสารอินทรีย์ในเนื้อปุ๋ยทำให้สภาพดินดีขึ้น  ดินโปร่ง อุ้มน้ำได้ดี  ต้นทนแล้งได้ดีขึ้น  และพืชตอบสนองต่อการให้ปุ๋ยทางดินดีกว่าเดิม ในระยะยาวปัญหาเรื่องโรคทางดินน้อยกว่าแปลงข้างเคียงที่ไม่ได้ใช้ ผลในทางอ้อม  เนื่อง จาก ยักษ์เขียว เป็นสารอินทรีย์แท้ จึงกระตุ้นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ให้ย่อยปุ๋ย(เคมี)ที่ตกค้างในดินทำให้ รากพืชสามารถดูดซึมกลับไปใช้ได้ ธาตุอาหารในดินจะสมดุลมากกว่า
 
แมลงศัตรูขององุ่น
 
1. หนอนกระทู้หอม เป็น หนอนที่มีความสำคัญมากชนิดหนึ่ง ชาวสวนเรียกว่า "หนอนหนังเหนียว" ทำความเสียหายต่อทุกส่วนขององุ่นทั้งใบ ดอก ผลและยอดที่จะเจริญไปเป็นดอกและผลในฤดูถัดไป หนอนกระทู้หอมตัวเต็มวัย เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กวางไข่เป็นกลุ่ม 20-80 ฟอง บริเวณด้านหลังใบ ไข่ปกคลุมด้วยขนสีขาวหนอยวัยอ่อนจะแทะผิวใบพรุนเป็นร่างแหทำให้ใบแห้งตายและ เมื่อหนอนโตเต็มที่จะกัดกินใบอ่อน ช่อดอกหรือผลอ่อนขององุ่นเสียหาย
การป้องกันกำจัด
1. ใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอมฉีดพ่นเมื่อพบตัวหนอนบนใบองุ่น หนอนที่มากัดกินใบจะได้รับเชื้อไวรัสทำให้เป็นโรค Grassarie one และตายภายใน 1-2 วัน
2. ใช้กับดักแสงไฟ (Black light) หรือ กาวดักเหนียวเพื่อดักผีเสื้อทั้งตัวผู้ตัวเมีย ก่อนจะขยายพันธุ์ในรุ่นต่อไป โดยวางไว้ในสวนองุ่นโดยเฉพาะช่วงตัดแต่งกิ่งและยอดอ่อนเริ่มแตกออกมา
3. ใช้ ชีวภัณฑ์ปลอดสารพิษ บาร์ท๊อป ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ชูริงเจนซิส (Bacillus Thuringicnsis) ฉีดพ่นเมื่อพบการ ทุก ๆ 5-7 วัน(ซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง)
4. ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกลุ่มคาร์บาเมท เช่น เมทโธมิล 10-15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 5-7 วัน(ซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง)หรือสารกลุ่มยับยั้งการเจริญเติบโต เช่น ปูโพรเฟซิน 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อระงับการลอกคราบของตัวหนอนกระทู้
 
2. หนอนเจาะสมอฝ้าย ทำลายองุ่นโดยกัดกินส่วนดอกและเมล็ดภายในผลองุ่น ตั้งแต่ระยะติดดอกจนถึงดอกบาน จะพบช่อดอกถูกกัดกินเป็นแถบและระยะช่อผลอ่อนอายุระหว่าง 10-14 วัน หลังจากดอกบานแล้วจะเจาะกินเมล็ดภายในหมดและย้ายไปกัดกินผลอื่นต่อไปผลที่ถูกทำลายจะเป็นรู หนอน 1 ตัว สามารถทำลายได้หลายช่อดอกโดยเฉพาะช่อดอกที่อยู่ใกล้เคียงกัน หนอนมีตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ขนาดกลาง ตัวผีเสื้อจะซ่อนอยู่ตามใบแก่ขององุ่น
การป้องกันกำจัด
1. ในระยะติดดอกและผลอ่อนควรหมั่นตรวจดูช่อองุ่น เมื่อพบหนอนหรือตัวผีเสื้อควรจับทิ้งทำลายเพื่อไม่ให้ลุกลามไปช่ออื่น
2. ใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝ้ายฉีดพ่นเช่นเดียวกับหนอนกระทู้หอม
3. ใช้ชีวภัณฑ์ปลอดสารพิษ บาร์ท๊อป อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบการ ทุก ๆ 5-7 วัน(ซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง)เพื่อกำจัดเช่นเดียวกับหนอนกระทู้หอม
4. ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มคาร์โบซัลเฟน เช่น พอสซ์ อัตรา 20-30 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 5-7 วัน(ซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง)
 
3. เพลี้ยไฟ เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็กใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดใบอ่อน ทำให้ยอดใบอ่อนหักงอ ใบแห้งกรอบไม่เจริญเติบโตและตายในที่สุด ถ้าทำลายระยะดอกทำให้ดอกร่วงไม่เกิดผลหรือทำให้ผลมีตำหนิ พบการระบาดตั้งแต่หลังจากตัดกิ่งจนถึงผลโตเต็มที่เนื่องจากองุ่นมีการแตกยอด ตลอดทั้งปี
การป้องกันกำจัด
1. ควรหมั่นตรวจดูเพลี้ยไฟตามยอดใบอ่อน ช่อดอกหรือผลอ่อน ถ้าพบเป็นร้อยกร้านสีน้ำตาลควรรีบป้องกันกำจัดทันที
2. ฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชื้นในพุ่มให้ชุ่ม จะทำให้การระบาดลดลงเพราะเพลี้ยไฟไม่ชอบความชื้นสูง
3. ใช้ ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช(ปลอดสารพิษ) “เมทา แม็ก” อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน เพื่อกำจัด
4. ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มคาร์โบซัลแฟน เช่น พอสซ์พ่นให้ทั่วต้น 2 ครั้งห่างกัน 7 วัน
 
 
โรคขององุ่น
องุ่นมีโรคเกิดทำลายหลายชนิด นับตั้งแต่ต้นเล็กๆ ไปจนถึงระยะติดดอกออกผลจึงจำเป็นต้องดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด การที่องุ่นที่ปลูกในประเทศไทยมีโรคระบาดรุนแรงหลายชนิดก็เนื่องมาจากสภาพ อากาศร้อนชื้น มีฝนตกชุก และมีการตัดแต่งกิ่งองุ่นให้ออกดอกติดผลตลอดปีจึงมีส่วนทำให้เกิดโรคระบาด ได้ง่ายเกือบตลอดปีเช่นกัน ขณะนี้ปัญหาเรื่องโรคจึงเป็นปัญหาที่สำคัญของสวนองุ่นอย่างมาก ควรดูแลระมัดระวังอย่างใกล้ชิด
เทคนิคง่าย ๆ กับการป้องกันเบื้องต้น ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนสารกำจัดเชื้อราได้มาก  ที่แนะนำคือ 
 
-      การฉีดพ่นปุ๋ยหรือยาทางใบ ควรใช้ปุ๋ยหรือฮอร์โมนธรรมชาติ จะไม่กัดผิวใบเหมือนกับปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีหรือยาก็พยายามหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ใช้น้ำมันเป็นตัวทำ ละลาย(สังเกตที่สูตรยามักลงท้ายด้วย EC) หรือ กลุ่มสารที่มีความเป็นกรดหรือด่างซึ่งจะกัดผิวใบ ทำให้ไขพืชที่เคลือบใบอยู่เสียหาย เชื้อโรคและแสงแดดเข้าทำลายได้ง่าย การใช้สารอาหารจากธรรมชาติที่เหมาะสม จะช่วยรักษาผิวใบ(สังเกตจากใบจะเขียวเป็นมันเงา สะท้อนแสง ไม่เขียวด้านเหมือนการใช้ปุ๋ยเคมีเร่ง) ทำให้ป้องกันโรคที่เกิดทางใบขององุ่นได้ดี
-      หากพบการระบาดของโรค ให้หยุดเว้นการให้สารอาหาร หรือปุ๋ยทางใบทุกชนิดก่อน แล้วฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อโรคราตามคำแนะนำ จนสามารถกำจัดหรือควบคุมได้ก่อน(หากพบการระบาดของโรคให้เว้นปุ๋ยทางใบประมาณ 2 อาทิตย์)  เพราะเชื้อราโรคพืชก็สามารถกินสารอาหารเหล่านี้ได้เช่นเดียวกับใบพืช  จะทำให้การฉีดพ่นสารเพื่อกำจัดเชื้อราจะไม่ค่อยได้ผล หรือเชื้อลุกลามแก้ไม่หาย
สำหรับโรคขององุ่นที่ระบาดรุนแรงและทำความเสียหายร้ายแรง ดังนี้
 
1. โรคราน้ำค้าง (Downy mildew)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา PLasmopara viticola โรครา น้ำค้างนับว่าเป็นโรคที่สำคัญที่สุดสำหรับการปลูกองุ่นในบ้านเรา เป็นโรคที่ระบาดรุนแรงทำความเสียหาย มากระบาดได้ทั้งปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝนจะระบาดอย่างรุนแรง เพราะความชื้นในอากาศมีสูง
ลักษณะอาการ โรคนี้เกิดได้กับส่วนต่างๆ ของต้นองุ่นทั้งใบ ช่อ ดอก ยอดอ่อน เถา และช่อผล อาการที่สังเกตได้คือ
      อาการ บนใบองุ่น ใบที่ถูกโรคทำลายในระยะแรกจะเห็นเพียงจุดเล็กๆ สีเหลืองปนเขียวทางด้านบนของใบ ต่อมาจะขยายเป็นแผลโตขึ้นขนาดของรอยแผลไม่แน่นอน ในระยะนี้ถ้าดูด้านล่างของใบตรงที่เป็นแผลจะพบเชื้อราสีขาวอยู่เป็นกลุ่ม เห็นได้ชัด ซึ่งตรงกลุ่มนี้เองจะมีส่วนขยายพันธุ์สามารถที่จะเจริญแพร่ระบาดติดต่อไปยัง ใบอื่นๆ หรือแปลงอื่นๆ โดยปลิวไปกับลม อาการของโรคจะสังเกตได้ก็ต่อเมื่อเชื้อราเข้าทำลายแล้ว 4-6 วัน
อาการที่ยอดอ่อน ยอดอ่อนที่ถูกโรคเข้าทำลายจะแคระแกร็น ยอดสั้น มีเชื้อราสีขาวขึ้นปกคลุมยอดเห็นได้ชัดเจน ยอดอ่อนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งตายในที่สุด
อาการที่ช่อดอก ช่อดอกที่รับเชื้อจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือเป็นหย่อมๆ อีก 2-3 วัน ต่อมาจะเห็นเชื้อราสีขาวขึ้นที่ ช่อดอกเห็นได้ชัด ช่อดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งติดเถา โดยช่อดอกอาจแห้งจากโคนช่อ ปลายช่อ หรือกลางช่อก็ได้
อาการที่ช่อผล จะเกิดกับผลอ่อน โดยครั้งแรกจะมีลักษณะเป็นจุดหรือลายทางๆ สีน้ำตาลที่ผล ผลเริ่มแห้งเปลือกผลเหี่ยวเปลี่ยนเป็นสีเทาปนสีน้ำเงินหรือน้ำตาลแก่ ถ้าเป็นมากผลจะเหี่ยวหมดทั้งช่อ
อาการที่เถา-ที่มือเกาะ อาการที่มือเกาะหรื