เมนูหลัก
สมาชิก

สินค้ามาใหม่

แมกนีเซียมคีเลท

แมกนีเซียมคีเลท

อาหารรอง "แมกนีเซียมชนิดเข้มข้นพิเศษ “แมกซ์” สูตรเร่งใบเขียว เพิ่มการสังเคราะห์แสง คุณสมบัติ : เป็นธาตุอาหารรองในรูปคีเลท ใช้ฉีดพ่นได้ทุกช่วงของพืช ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์แสงของใบพืช เร่งใบเขียว บำรุงต้น

  250.00  บาท

กลุ่มบริษัทภควัต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต

การวางแผนก่อนการทำการเกษตร(ปลูกไม้ผล,ไม้ยืนต้น,ฯลฯ)

การปลูกไม้ผลยืนต้นสำหรับเกษตรมือใหม่และเกษตรกรทั่วไป

                การทำการเกษตรในประเทศไทยนั้น  ส่วนใหญ่ยังขาดการจัดทำที่เป็นระบบแบบแผน  ขาดการบันทึกและค้นคว้าความรู้เพิ่มเติม  รวมถึงขาดการประเมินถึงต้นทุน และสภาวะการณ์ของราคาในวงกว้าง  ซึ่งรายละเอียดที่กล่าวมานั้นล้วนจำเป็นอย่างยิ่งในการกำหนดต้นทุนค่าใช้จ่ายและยังช่วยทำนายได้ถึงแนวโน้มการลงทุนได้อีกด้วย  ดังคำกล่าว เราเขา รู้เรา รบร้อยชนะร้อย แต่เราไม่ต้องเอาถึงร้อยแค่เก้าสิบโอกาสสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว โดยขอให้จำแนกรายละเอียดเป็นขั้นตอนคร่าว ๆ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1  วางแผนจัดหาและตรวจสอบที่ดิน  การเลือกทำเลและแหล่งที่จะลงทุนเพาะปลูกนั้นมีความสำคัญเป็นอันดับแรก  ดังคำกล่าวที่ว่า ชัยภูมิดี มีชัยไปกว่าครึ่ง  ก่อนที่เราจะซื้อหรือเช่า พื้นที่นั้น ควรเลือกพืชที่จะปลูกไว้ในใจก่อนว่าเราจะเลือกพืชประเภทไหนไว้สัก 3 หรือ 4 ชนิด  จากนั้นสิ่งที่ต้องเข้าไปสำรวจเบื้องต้นในพื้นที่ คือ

1.      เจ้าของเดิมมีการขุดหน้าดินเดิมไปขายหรือไม่  พื้นที่ที่ดีควรมีหน้าดินลึกเพียงพอกับระบบรากของพืชที่เราจะปลูก

2.      เป็นพื้นที่ ๆ ปลูกพืชที่บางประเภทที่ทำให้หน้าดินเสื่อมสภาพหรือเป็นแหล่งเพาะโรคไม่  หรือมีเคยโรคพืชระบาดรุนแรงในพื้นที่นั้นหรือไม่  เช่นพืชจำพวก ยูคาลิปตัส,มันสำปะหลัง ฯลฯ  จะทำให้ต้นทุนการปรับปรุงดินของเราสูงขึ้น , ฯลฯ

3.      มีแหล่งน้ำเพียงพอที่จะใช้หรือไม่  โดยเฉพาะหากเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก  ก็ต้องการระบบชลประทานที่ดี มีน้ำตลอดปี เช่น คลองชลประทานขนาดกลาง-ใหญ่ ไม่ใช่แค่ทางน้ำเล็ก ๆ สำหรับทำนา

4.      สภาพอากาศเหมาะที่จะปลูกพืชหรือพันธุ์พืชประเภทนั้น ๆ หรือไม่  เช่น  ส้มโอปลูกในเขตหนาว(ทางเหนือ) รสชาติจะติดขม, ยางพาราปลูกในพื้นที่ความชื้นต่ำ จะให้น้ำยางน้อยกว่าในพื้นที่ความชื้นสูง ฯลฯ

5.      ระยะ ทางการขนส่งจากพื้นที่ปลูก ถึงตลาดขายสินค้า มีระยะทางไกลเกินไปหรือไม่ หากไกลมาก ควรปลูกพืชราคาหรือไม่ หรือพืชที่ทนต่อการขนส่งดีกว่า

6.      ตลาด ของพืชชนิดที่เราจะปลูกนั้น เป็นตลาดจำเพาะหรือเป็นตลาดที่มีผู้ซื้อมากและกว้าง เช่น พืชบางชนิดมีราคาดีแต่ความต้องการของตลาดน้อย หรือผู้ซื้อปลายทางน้อย  หากเราไม่มั่นใจในตลาดเลยก็ไม่ควรเสี่ยงปลูก

7.      ความยากง่ายของการดูแลพืชชนิดนั้น ๆ ที่จะปลูก  ทั้ง นี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของเกษตรกรเอง และสภาพอากาศซึ่งมีความสัมพันธ์กับโรคและแมลงในพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นทุนสารกำจัดศัตรูพืชสูงมาก

ในขั้นตอนที่  1  นี้ สามารถสังเกตได้จากการเข้าดูพื้นที่ , ถามผู้รู้ หรือพาผู้มีประสบการณ์ไปด้วย , หรือถามชาวบ้านพื้นที่ข้างเคียงได้  โดยเฉพาะหากเรามีผู้ที่มีประสบการณ์เข้าไปด้วยกันแล้ว จะดีเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งเมื่อหากไม่พิจารณาและวิเคราะห์ให้ดีก่อนตัดสินใจ  อาจทำให้ต้นทุนของเราเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

ขั้นตอนที่ 2  เลือกพืชที่จะปลูก วิเคราะห์พื้นที่และลงมือทำ  เมื่อเราสังเกตพื้นที่ด้วยตาและการสอบถามแล้ว  ก็ถึงขั้นตอนต่อไปที่จะต้องทำ คือ

1.      เจาะดิน หรือเก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์หาธาตุอาหาร  เพื่อเป็นแนวในการจัดการใส่ปุ๋ยและปรับปรุงดิน ในส่วนที่เราไม่สามารถรู้ได้  หาก ในข้อนี้สามารถทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนใหญ่คงต้องวิเคราะห์จากตาก่อน เมื่อตกลงเช่าซื้อแล้วเราจึงสามารถทำได้  ซึ่งขั้นตอนนี้(ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน)อาจทำในช่วงที่เราเตรียมพื้นที่เสร็จ อยู่ในขั้นตากดิน หรือเตรียมหลุมปลูก

2.      เลือกพืชที่จะปลูก  จากในขั้นตอนที่ 1 ที่เราได้คิดไว้ในใจแล้วนั้น  เราก็มาจัดเรียงลำดับความเป็นไปได้ และลำดับการปลูก(สำหรับพืชอายุสั้นและยาว)  เช่น สมมติว่าเราต้องการปลูกไม้ผลยืนต้น เช่น ส้ม  ใน ช่วงแรกที่ยังไม่ให้ผลผลิต เราก็หาพืชอายุสั้นมาแซมที่ดูแลง่าย เพื่อนำรายได้จากผลผลิตมาเลี้ยงพืชหลักในอนาคต ซึ่งหากเป็นเกษตรมือใหม่ อาจต้องหาผู้รู้ช่วยแนะนำ ว่าควรปลูกพืชประเภทไหนเพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบกับพืชหลัก 

3.      เลือกระบบน้ำที่จะใช้ให้เหมาะกับพื้นที่และพืชที่จะปลูก  และดำเนินการติดตั้งรวมถึงการลงกล้าหรือต้นพันธุ์  ระบบน้ำที่ใช้นั้นควรเลือกให้เหมาะสม  เช่น ในพื้นที่ดินทรายมีแหล่งน้ำจำกัด  อาจใช้ระบบไร่การให้น้ำแบบสปริงเกอร์ หรือแบบหยด(ดูตามความเหมาะสมของพืชที่ปลูกด้วย)  หรือในพื้นที่ดินเหนียวร่วน  ที่ต่ำ มีน้ำเพียงพอ อาจใช้เป็นระบบยกร่องการให้น้ำโดยใช้เรือรดน้ำ

4.      ร่างแผนงานทำตารางและบันทึกการใช้ปุ๋ยทางดินและทางใบ, ฮอร์โมน, สารเคมีกำจัดแมลง  เพื่อง่ายในการควบคุมต้นทุนการผลิตและปรับเปลี่ยนการใช้ในแต่ละช่วง   ในส่วนนี้จะสำคัญมาก เพราะจะทำให้เกษตรกรสามารถเปรียบเทียบต้นทุน และผลลัพธ์ที่ได้หลังการใช้  เพื่อเพิ่มหรือลดปริมาณการใช้แต่ละชนิด ยี่ห้อ หรือราคา ให้เหมาะสมกับต้นทุนได้  ในข้อนี้ หากยังไม่ชำนาญ ควรหาผู้มีประสบการณ์เพื่อช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการเลือกใช้ปุ๋ยหรือยา ที่มีคุณภาพดีเหมาะสมกับราคาต้นทุน

5.      ทำแผนงานการใช้แรงงาน บันทึกค่าใช้จ่าย ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น เครื่องจักร, น้ำมัน, สำนักงาน ฯลฯ  เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุม  ปรับเพิ่มหรือลด รวมถึงการคาดการณ์หรือดำเนินการในอนาคตได้

ขั้นตอนที่ 3  พัฒนาคุณภาพ จัดหาตลาดรับซื้อ  เมื่อพืชเริ่มมีผลผลิต ในช่วงแรกอาจมีปัญหาบ้างในเรื่องผลผลิตที่คุณภาพยังไม่ดีพอหรือไม่นิ่งพอ(มีดีมีไม่ดีปนกัน)  ซึ่งเกษตรกรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงเพื่อให้เป็นที่ต้องการและเพื่อให้ผลผลิตได้ราคา  ซึ่งขั้นตอนนี้หากได้รับคำแนะนำจากผู้รู้หรือพี่เลี้ยงที่ดีในช่วงเริ่มอย่างต่อเนื่องแล้ว  ก็จะไม่ค่อยพบปัญหามากนัก

1.      การดูแลต้นพืชที่ปลูก  ในส่วนนี้ที่สำคัญ คือ เจ้าของแปลง ต้องดูแลเอาใจใส่  หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโตทั้งในทางที่ดีหรือไม่ดี  ปัญหาเรื่องโรคแมลง   และรีบปรับปรุงแก้ไข โดยหากไม่ทราบวิธีแก้ไขควรปรึกษาพี่เลี้ยงหรือผู้รู้  หากปล่อยทิ้งไว้  อาจมีผลต่อเนื่องไปถึง ความสามารถในการให้ผลผลิต  คุณภาพผลผลิต  รวมถึงอายุการให้ผลผลิต ฯลฯ  ซึ่งล้วนเป็นผลเสียต่อการลงทุนทั้งสิ้น

2.      เมื่อเริ่มให้ผลผลิต  ในช่วงแรกของการให้ผลผลิตนั้น  ไม่ควรให้มีมากจนเกินไป เนื่องจากอายุต้นยังน้อย  หากให้ผลผลิตเร็ว หรือมากเกินไปในช่วงแรก  จะทำให้ต้นโทรมและตายเร็ว  ดังนั้น ควรปล่อยให้มีอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีการควบคุมปริมาณการให้ผล ในปีหรือสองปีแรกที่ต้นเริ่มให้ผลผลิต

3.      ตรวจสอบคุณภาพผลผลิตในชุดแรก  ในข้อนี้จะสัมพันธ์กับตารางการให้ปุ๋ยที่เราบันทึกไว้  ผลผลิตจะได้คุณภาพดี หากเราให้อาหารหรือการจัดการที่เหมาะสมกับพืชในแต่ละช่วง  ซึ่งวิธีการให้หรือจัดการเราควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องจากแหล่งข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง  และปรับเปลี่ยนนำส่วนที่ดีหรือเหมาะกับสภาพพื้นที่ของเรามาปฏิบัติ  อาจ ต้องมีการลงทุนเพิ่มหรือลดในส่วนของวัสดุบ้าง แต่เมื่อเราพิจารณาแล้วว่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นของเรานั้นคุ้มค่า ก็สมควรที่จะทำเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต

4.      พยายามเสาะหาตลาด  เมื่อเรามั่นใจในคุณภาพผลผลิตแล้ว  ให้ พยายามเสาะหาตลาดและหาวิธีเพิ่มมูลค่าของผลผลิตเรา เช่น ทำแบรนด์ หรือตราสินค้า การนำเสนอผลผลิตกับตลาดส่งออก หรือระดับบน(ห้างสรรพสินค้า,ไฮเปอร์มาร์ท) เพื่อยกฐานราคาของผลผลิตและเพิ่มพูนกำไร

บทสรุป

                หากเกษตรกรได้อ่านและจับสังเกตมาจนถึงตอนนี้  จะเห็นได้ว่าส่วนที่เน้นในเรื่องการเกษตรนั้น คือ การมีพวกพ้องหรือเพื่อนร่วมอาชีพหรือที่ปรึกษาที่ดี  เพราะ อย่าลืมว่าเราอาจถนัดปลูกพืชบางชนิดแต่บางชนิดเราไม่ถนัด หรือปัญหาบางอย่างเราแก้ได้ แต่เราก็ไม่สามารถแก้ปัญหาทุกเรื่องได้ทันท่วงที  บางครั้งอาจเกิดความเสียหายจนเกินแก้แล้วกว่าจะหาวิธีแก้ได้  ดัง นั้นการมีเพื่อนช่วยเหลือ หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเทคนิคดี ๆ ต่อกันนั้นจะช่วยให้สังคมเกษตรที่เราอยู่พัฒนาได้มาก โดยไม่ต้องสูญเสียต้นทุนที่ไม่ควรจะเสีย และยังร่วมกันเป็นกำลังต่อรองกับพ่อค้าหรือผู้รับซื้อได้  อีก ทั้งการทำเกษตรนั้นโดยเฉพาะไม้ผลยืนต้นถือเป็นการลงทุนระยะยาว ดังนั้นก่อนที่เราจะตัดสินใจลงมือทำ ควรมีข้อมูลที่แน่ชัด หรือให้มีความมั่นใจได้ซัก 70-80 % ก่อนจึงตัดสินใจลงทุน  อย่าใช้อารมณ์หรือความชอบส่วนตัว หรือตามกระแสเกินไป ไม่เช่นนั้นเราเองก็อาจน้ำตาตกได้  ขอให้เกษตรกรยึดหลักง่าย ๆ คือ  ช่างสังเกต  เปิดใจกว้าง  หาข้อมูล  ถามผู้รู้  กล้าปฏิบัติและเอาใจใส่  ก็จะประสบกับผลกำไร(สูง) ได้ไม่ยาก

จัดทำโดยฝ่ายข้อมูลเกษตร  ภควัตเพื่อนเกษตร โทร 0-2388-1038