เมนูหลัก
สมาชิก

สินค้ามาใหม่

แมกนีเซียมคีเลท

แมกนีเซียมคีเลท

อาหารรอง "แมกนีเซียมชนิดเข้มข้นพิเศษ “แมกซ์” สูตรเร่งใบเขียว เพิ่มการสังเคราะห์แสง คุณสมบัติ : เป็นธาตุอาหารรองในรูปคีเลท ใช้ฉีดพ่นได้ทุกช่วงของพืช ช่วยเพิ่มการสังเคราะห์แสงของใบพืช เร่งใบเขียว บำรุงต้น

  250.00  บาท

กลุ่มบริษัทภควัต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต
ลดต้นทุนกว่า 50% เพิ่มคุณภาพ และปริมาณผลผลิต

ถาม-ตอบ คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ไบโอเฟอร์ทิล

นื่องจากมีเพื่อนเกษตรกรสนใจเป็นจำนวนมาก  จึงขอบอกกล่าวรายละเอียดเพิ่มเติม กับเกษตรกรที่ซื้อไปใช้และที่สนใจเรื่องคุณสมบัติของปุ๋ยและฮอร์โมนจากธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิลฯ และวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แท้ เกรด AAAA ตรายักษ์เขียว ให้ทราบและขอให้เพื่อน ๆ เกษตรกรได้เปรียบเทียบ โดยข้อมูลที่นายยักษ์เขียวได้บอกกับเพื่อนเกษตรกรตามด้านล่างนี้ ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ได้จริงจากเกษตรกรผู้ใช้หลาย ๆ สาขาอาชีพ ไม่ว่าว่าจะเป็น ข้าว,ผัก(ถั่ว,กวางตุ้ง,คะน้า,พริก,กะหล่ำฯ,ขึ้นช่าย,ผักชี,แตงกวา,,ข้าว โพด),ไม้ผล(ส้ม,ส้มโอ,มะนาว,องุ่น,ทุเรียน,มังคุด,เงาะ,ลองกอง,กล้วย,ฯลฯ ),ยางพารา,ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ โอยอีกเยอะครับพิมพ์กันไม่หมด นายยักษ์เขียวล้วนเก็บข้อมูลมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลากว่า 9 ปี ซึ่งได้มีการถ่ายทำบทสัมภาษณ์สด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและครอบคลุม และยังทำเป็นวีซีดีเพื่อให้สะดวกแก่การรับชมสำหรับร้านค้าและเกษตรกรที่สนใจ  ไว้เพื่อให้สามารถใช้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น

1.       ไบโอเฟอร์ทิล สามารถไล่แมลงชนิดไหนได้บ้าง และประยุกต์ใช้ได้อย่างไร

ตอบ  จากผลสำรวจกลุ่มเกษตรกรที่ใช้  กลุ่มที่ได้ผลชัดเจนอย่างมากในพืชทุกชนิด ได้แก่  แมลง วันทอง, ผีเสื้อตัวแม่ของหนอนชนิดต่าง ๆ,กลุ่มเพลี้ย(เพลี้ยอ่อน,เพลี้ยกระโดด,เพลี้ยจักจั่น,ฯลฯ) และ กลุ่มแมลงกัดกินใบพืช(ด้วง) เมื่อฉีดพ่นไบโอเฟอร์ทิลตามคำแนะนำ ทุก 7-10 วัน จำนวนแมลงในพื้นที่ที่เกษตรกรใช้ลดลงมากกว่า 80-90% เกษตรกรสามารถเห็นผลชัดเจนใน 1-2 ครั้งแรกหลังจากฉีด  และเมื่อใช้เป็นประจำการเข้าทำลายของแมลงศัตรูจะลดลงจนเห็นได้ชัดสามารถงดการใช้ยาฆ่าแมลงได้ลงจากเดิม 50-80% ใน พื้นที่ ที่มีแมลงศัตรูพืชชุกชุมหรือพื้นที่เกษตรดั้งเดิม เช่น จ.นนทบุรี, จ.นครปฐม, จ.ราชบุรี, จ.สมุทรสาคร, จ.ปทุมธานี, จ.สระบุรี, จ.เชียงใหม่, จ.พะเยา ฯลฯ)  เกษตรกรที่ใช้ ไบโอเฟอร์ทิลฯ บางรายสามารถเว้นการใช้สารกำจัดแมลงได้ 100% จากที่เคยใช้จากเดือนละ 4-5 ครั้ง และอีกบางรายเหลือเพียงเดือนละ 1-2 ครั้ง โดยที่ผลผลิตมีคุณภาพดี พบการทำลายของจากแมลงศัตรูพืชน้อยลงจนแทบไม่มีให้เห็น(ข้อมูลจากการสำรวจกับเกษตรกรผู้ใช้)

                สำหรับพื้นที่ที่แมลงศัตรูพืชค่อนข้างน้อยเช่น หลายอำเภอใน จ.เชียงใหม่ ฯลฯ เกษตรกรที่ใช้สามารถงดการใช้สารเคมีได้เกือบ 100%  (ข้อมูลจากการสอบถามข้อมูลผ่านเกษตรกร)

2.       ปุ๋ยและฮอร์โมนจากธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรไล่แมลง  มีสารเคมีกำจัดแมลงเจือปนหรือไม่?

ตอบ  ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยและฮอร์โมนจากธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรไล่แมลง เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติไม่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเจือปน ผ่านการรับรองการผลิตจากกรมวิชาการเกษตร  ดัง นั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าเกษตรกรจะมีความปลอดภัยกับผู้ใช้และผู้บริโภค และยังช่วยลดต้นทุนสารกำจัดแมลงอย่างได้ผล(โดยเฉลี่ยลดลงประมาณ 30-50%เทียบเป็นจำนวนเงิน*)

3.       หลังฉีดพ่น  ปุ๋ยและฮอร์โมนจากธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรไล่แมลง แล้วสามารถเปรียบเทียบผลได้อย่างไร?

ตอบ  ปุ๋ยและฮอร์โมนจากธรรมชาติ ไบโอเฟอร์ทิล สูตรไล่แมลง  อุดมไปด้วยกรดอะมิโนจากธรรมชาติ และฮอร์โมนจากวัตถุดิบธรรมชาติ  นำ มาผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัยเพื่อ่ให้เนื้อสารมีโมเลกุลเล็กและดูดซึมเข้า ต้นพืชได้เร็วและมากกว่า อีกทั้งยังให้ผลกับต้นได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า หลังจากเกษตรกรฉีดพ่นตามคำแนะนำ จะเห็นผลได้ชัดเจนรวดเร็ว  (จากสถิติที่นายยักษ์เขียวสำรวจ  สำหรับพืชไร่และพืชผักอายุสั้น จะเห็นผลภายใน 3-5 วัน  ส่วนในไม้ผลจะเห็นผลภายใน 5-10 วัน*) และยังให้พืชยังให้ผลตอบสนองได้ยาวนานกว่าการใช้ฮอร์โมนทั่วไป  ทั้งในด้านกระตุ้นช่อใบ ช่อดอก(ขอบอกว่าติดดกและขั้วเหนียวมาก) และการบำรุงต้น(เขียวทนกว่า ใบสู้แดด)

4.       เมื่อใช้ ไบโอเฟอร์ทิลฯ แล้วจำเป็นต้องใช้อาหารเสริมอื่น ๆ เพิ่มเติมหรือไม่?

ตอบ  จากที่นายยักษ์เขียวได้ตามไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรผู้ใช้ล้วนใช้ไบโอเฟอร์ทิลฯเป็น อาหารเสริมทางใบเป็นหลักตลอดทั้งรอบการผลิต โดยอาจมีการเสริมธาตุอาหารเสริมหรือปุ๋ยเคมีทางใบบ้างในช่วงที่ต้นแบกผลผลิต จำนวนมากเท่านั้น(สามารถประหยัดต้นทุนการใช้อาหารเสริมทางใบลงกว่า 30-50% เมื่อใช้เป็นประจำ*)

5.       แล้วในส่วนการใช้วัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์แท้ เกรด AAA ตรายักษ์เขียว นั้น  แตกต่างกับปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปในท้องตลาดอย่างไร? ผลที่ได้หลังจากใช้นั้นเป็นอย่างไร? สามารถใช้ในช่วงไหนบ้าง?

5.1   สิ่งที่แตกต่างกันอย่างแน่ชัดของยักษ์เขียวกับปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปนั้น ให้เกษตรกรสังเกตดังนี้ คือ

-          วัสดุปรับปรุงดินเม็ดของ ยักษ์เขียว(ความชื้น<5%) จะแห้งกว่า ปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป(โดยทั่วไปความชื้นประมาณ 10-15%)  ซึ่งข้อดีของเนื้อเม็ดที่แห้งก็คือ  เกษตรกร จะได้ปริมาณของธาตุอาหารในปุ๋ยที่มีความชื้นต่ำนั้นจะมากกว่าปุ๋ยที่มีความ ชื้นสูง เนื่องจาก ความชื้นก็คือน้ำที่ยังคงค้างจากกระบวนการผลิต(ปั้นเม็ดหรืออบ)อยู่ในเม็ด ปุ๋ยนั่น ดังนั้นหากเกษตรกรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความชื้นต่ำ เม็ดแห้ง พืชก็จะได้ธาตุอาหารมากขึ้นกว่าการใช้เม็ดที่ชื้นหรือเปียก

-           ยักษ์เขียว ผลิตจากซากสัตว์ กระดูกสัตว์ และส่วนผสมแร่ในธรรมชาติ ผ่านการอบฆ่าเชื้อด้วยอุณหภูมิสูงและนำมาขึ้นเม็ด ทำให้ได้ความเข้มข้นของธาตุอาหารมากกว่า และปราศจากโรคพืชหรือเมล็ดวัชพืชปนเปื้อน ไม่เหมือนกับปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปที่ทำจากมูลสัตว์ ซึ่งใช้วิธีหมักหรือทิ้งให้ย่อยสลาย ซึ่งอาจมีเชื้อโรคราและเมล็ดวัชพืชปนเปื้อนมากับเนื้อปุ๋ยด้วย

5.2   เทคนิคง่าย ๆ เพื่อสังเกตและเปรียบเทียบคุณภาพ ยักษ์เขียว  กับปุ๋ยอินทรีย์อื่น

-          สังเกตการณ์ละลายหรือแตกตัวของเม็ดปุ๋ย โดยนำน้ำใส่แก้วใสครึ่งแก้ว แล้วนำยักษ์เขียว 1 กำมือ ใส่ลงไป(ไม่ต้องใช้ไม้คน)จับเวลาไม่เกิน 30 วินาที สังเกตได้เลยว่า ยักษ์เขียว เม็ดจะแตกตัวเร็ว  เนื่องจากเนื้ออินทรีย์ปริมาณมากในเม็ดปุ๋ยจะดูดซับน้ำและพองตัวดันตัวเม็ดปุ๋ยให้แตกเอง  ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าเมื่อเกษตรกรนำไปหว่านในแปลง พืชจะได้รับธาตุอาหารเร็วและต่อเนื่องกว่า (เรื่องน่ารู้ ปุ๋ยที่มีเนื้ออินทรีย์มาก เมื่อแช่น้ำย่อมมีการแตกตัวได้เร็วกว่า เนื่องจากอินทรีย์สารโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติที่ดูดซับน้ำในตัวเองได้ดี)

-          สังเกตกลิ่น ความเข้มข้น  โดยนำยักษ์เขียวใส่ถุงหูหิ้วเล็ก(ประมาณ 1 กิโลกรัม) แล้วจึงพรมน้ำลงที่เม็ดปุ๋ยในถุงให้พอชื้น จากนั้นปิดถุงทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที  จึงเปิดปากถุง ท่านจะได้กลิ่นแรงเตะจมูกของอินทรียวัตถุคุณภาพสูงพิเศษในเนื้อปุ๋ย ซึ่งจะมีกลิ่นเฉพาะแตกต่างกับปุ๋ยอินทรีย์อื่น (เรื่องน่ารู้  ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ดีและเข้มข้นจะมีกลิ่นอินทรีย์วัตถุที่เป็นลักษณะจำเพาะของวัตถุดิบที่นำ มาใช้ หากไม่มีกลิ่นก็ไม่ใช่ปุ๋ยอินทรีย์ แต่อาจเป็นเคมีผสมนะครับ)

-          หลังจากใส่ต้นประมาณ 14-20 วัน  ให้เกษตรกรสังเกตการณ์ตอบสนองของต้นพืชที่ใส่  ต้นจะสดชื่นและเขียวทนกว่า ให้ผลต่อเนื่องยาวนาน โดยให้สังเกตจากใบพืช  ซึ่ง หากท่านใส่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวต้นจะตอบสนองเร็วแต่แค่เพียงช่วงสั้น ๆ อีกทั้งต้นจะค่อนข้างอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ(เช่น แดดจัด ใบไหม้หรือ เป็นโรคง่าย) ในส่วนของผลผลิต หลังจากใส่ยักษ์เขียว จะเห็นได้ว่าผลขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง  ซึ่ง หากใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว ผลจะขยายแค่ช่วงระยะแรกหนึ่งหลังจากใส่เท่านั้น และให้สังเกตปริมาณเนื้อหรือน้ำหนัก เมื่อเก็บผลผลิต จะยิ่งสังเกตเห็นได้ชัด จากการสำรวจกับเกษตรกรที่ใช้ ยกตัวอย่างเช่น  ยางพารา เมื่อใส่ยักษ์เขียว จะได้ปริมาณน้ำยางใกล้เคียงกัน แต่น้ำยางจะข้นกว่าและเมื่อรีดเป็นยางแผ่นแล้วจะได้น้ำหนักมากกว่า, ในไม้ผล ทุเรียน,ส้มโอ,ส้ม)แปลงที่ใช้  ยักษ์เขียว น้ำหนักต่อลูกจะดีกว่า ขนาดใหญ่เสมอกันทั้งต้น และเนื้อในจะแน่น เนียนละเอียดกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว, ในผักและพืชอายุสั้น  เมื่อ เกษตรกรเก็บเกี่ยว สังเกตได้ชัดว่า โดยเฉลี่ยต่อต้นแล้วได้น้ำหนักมากกว่าเดิมซึ่งเคยใช้แต่ปุ๋ยเคมี เนื้อแน่นกว่า และทนต่อการขนส่ง ไม่ช้ำหรือน้ำหนักยุบง่าย ในไร่อ้อยที่ลูกค้าเกษตรกรไปใช้ สามารถช่วยเพิ่มความหวานและเพิ่มปริมาณต่อไร่ได้เฉลี่ยมากกว่า  ในมันสำปะหลัง สามารถเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น(8 เดือน) เปอร์เซ็นต์แป้งขึ้นเร็ว หัวใหญ่ได้น้ำหนักมาก (เรื่องน่ารู้ ปุ๋ยเคมีเมื่อใส่เป็นประจำ จะทำให้ดินเสื่อม รากพืชดูดซึมธาตุอาหารได้ยาก ในอุตสาหกรรมการผลิต จึงจำเป็นต้องมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมด้วยอย่างสม่ำเสมอและในสัดส่วน มากกว่า)